ชุมชนอารยะ
37 โพสต์
อาหารของบ้านอีโคตร บอกอะไรเกี่ยวกับวิถีชีวิตและทรัพยากรธรรมชาติในปัจจุบัน? #ภาคสนามบ้านอีโคตร #ขับเคลื่อนชุมชน . อาหารที่เรากินในแต่ละวันมีที่มาจากทั้งทรัพยากรธรรมชาติ ผู้ผลิต ความรู้ในการหาและแปรรูปวัตถุดิบ รวมถึงวิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละพื้นที่ การทำความเข้าใจอาหารจึงทำให้เราเห็นความสัมพันธ์ระหว่างสภาพพื้นที่ ทรัพยากร ผู้คน และการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในชุมชน . “สภาพอากาศที่นี่ ความเป็นธรรมชาติ ผู้คนใช้ชีวิตแบบธรรมดา เรียบง่าย ใกล้ชิดกับธรรมชาติและพืชพรรณต่าง ๆ แถมอาหารที่ได้กินแต่ละมื้อมีความเรียบง่าย และหาได้ง่ายมากในพื้นที่ แต่คนในพื้นที่กลับบอกว่า สิ่งที่อยากให้ชุมชนดีขึ้น คือการมีแหล่งอาหารที่ดีและเพียงพอ มันกลับทำให้ฉันสงสัยมากยิ่งขึ้นว่า เกิดอะไรขึ้นกันแน่กับพื้นที่?” — ‘ข้าวกล้อง’ ชมนาด วชิราดิศัย . นี่คือหนึ่งในเสียงสะท้อนจากการศึกษาภาคสนาม 5 วัน 4 คืน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 ในหน่วยวิชา Active Citizen : นักขับเคลื่อนสังคม ณ ชุมชนบ้านอีโคตร ตำบลศรีโคตร อำเภอจตุรพัตรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด . การเรียนรู้ครั้งนี้เริ่มต้นจากคำถามว่า “สภาพพื้นที่กำหนดวิถีชีวิตและอาหารของผู้คนอย่างไร” นักเรียนจึงออกไปสำรวจพื้นที่ พูดคุยกับผู้คน และศึกษาทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของชุมชน . พื้นที่แรกคือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านอีโคตร ซึ่งเป็นสถานที่ทำกิจกรรมร่วมกันของคนในชุมชน นักเรียนได้เรียนรู้ภูมิปัญญาและการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่น ตั้งแต่การทอผ้าฝ้าย การสานเสื่อกก การทำกระติ๊บข้าวเหนียว ไปจนถึงการทำสวิง . “การทอผ้าต้องใช้สมาธิเป็นอย่างมาก และพอได้เห็นตัวเองกำลังทอผ้าอยู่ ก็ทำให้หนูรู้สึกภูมิใจที่ตัวเองดูมีความพยายามและมุ่งมั่นกับการทอผ้ามาก และในตอนนั้นหนูก็ยังรู้สึกว่าปวดหลังมาก แต่พอมีสมาธิกับการทอ หนูก็ไม่ได้สนใจเลยและพยายามจำไม้ที่เหยียบอยู่” — ‘ไม้วา’ ศศิญาวัลย์ มณเฑียร . “การทอเสื่อ นอกจากการเห็นและเข้าใจถึงที่มาของชนิดกกแล้ว กรรมวิธีการรีดเส้น ตาก ซึ่งต้องมีความชำนาญมาก ๆ และการสอดเส้นต้นกก การงก-หงาย สลับกันไป เพื่อให้มันสามารถถักทอเป็นเสื่อหนึ่งผืนได้ ถึงแม้จะเป็นแค่ลายสีเขียวสลับแดง ต้องมีสติตลอดเวลา และยังทำให้เห็นว่า ต้นกกธรรมดาที่ขึ้นทั่วไปในชุมชน แต่มนุษย์กลับสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับตัวเองและคนอื่นได้” — ‘พราว’ สิตา กาญจนชล . จากงานหัตถกรรม นักเรียนขยายการสำรวจไปสู่วัตถุดิบอาหารที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล โดยลงพื้นที่เรียนรู้กระบวนการผลิตและการใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบร่วมกับคนในชุมชน ทั้งข้าว สมุนไพร ปลา และเกลือสินเธาว์ เพื่อทำความเข้าใจว่าวัตถุดิบแต่ละชนิดสัมพันธ์กับสภาพพื้นที่และวิถีชีวิตของบ้านอีโคตรอย่างไร . “ข้าวในพื้นที่บ้านอีโคตร อยู่ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ เป็นข้าวที่ปลูกได้แค่ช่วงเดียว คือช่วงหน้าฝน เป็นช่วงที่เราไปกันพอดี ทำให้เราได้เริ่มทำตั้งแต่การปลูกข้าว ดำนา แม้กระทั่งการแปรรูปผลิตภัณฑ์ข้าว ที่ไม่ได้แค่ทำเพื่อเก็บรักษาข้าวเท่านั้น แต่ยังสอดคล้องกับประเพณีของทางอีสานด้วย (ข้าวปุ้น ข้าวแต๋น ข้าวต้มแดก) จนกลายเป็น ‘9 หมู่บ้าน 9 ข้าว’ ซึ่งเห็นถึงความชาญฉลาดของผู้คนที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติได้เป็นอย่างดี ถึงแม้จะเจอข้อจำกัด แต่ไม่ได้ยอมแพ้ และมองเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิต” — ‘บิมบู’ ณัฐสินี ธีรจิตรภิรมย์ . ในแต่ละวัน นักเรียนได้พูดคุยกับชาวบ้านและเก็บข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่มากขึ้น จนเริ่มเห็นว่าทรัพยากรของแต่ละบริเวณแตกต่างกัน วัตถุดิบอาหารแต่ละชนิดเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ต่างกัน และคนแต่ละคนในชุมชนมีความรู้และความเชี่ยวชาญที่สัมพันธ์กับการทำมาหากิน . ข้อมูลจากการสำรวจและการพูดคุยถูกนำมาสังเคราะห์เป็น “ผังทรัพยากร” “แผนที่คนดี” และ “ปฏิทินฤดูกิน” เพื่อแสดงให้เห็นว่าบ้านอีโคตรมีทรัพยากรอะไร อยู่ที่ไหน เกิดขึ้นในช่วงเวลาใด และมีใครเป็นผู้มีความรู้เกี่ยวกับทรัพยากรเหล่านั้น . จากข้อมูลเหล่านี้ นักเรียนเริ่มเข้าใจที่มาของอาหารในแต่ละมื้อ ทั้งสภาพธรรมชาติ วิถีการผลิต ความรู้ของคนในพื้นที่ ตลอดจนข้อจำกัดและการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นกับชุมชน . ในวันสุดท้าย นักเรียนและคนในชุมชนได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านนิทรรศการใน “ตลาดสุขศาลายามเย็น” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชุมชนต้องการส่งเสริมให้คนทั้ง 4 ช่วงวัย ได้แก่ วัยเด็ก วัยรุ่น วัยกลางคน และผู้สูงวัย ได้มีกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น . ภายในงาน นักเรียนนำเสนอภาพเล่าเรื่องและปฏิทินฤดูกิน พร้อมชวนคนในชุมชนช่วยกันเพิ่มเติมข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนและความท้าทายของบ้านอีโคตร ทั้งคนดี ของดี อาหารดี และสถานที่สำคัญที่ควรรู้จัก ก่อนชวนกันคิดต่อผ่านคำถามว่า . “ในอนาคต อยากเห็นบ้านอีโคตรเป็นอย่างไร วันนี้เรากำลังทำอะไร และในอนาคตจะทำอะไรต่อ” . “ก่อนหน้านี้คิดว่าอาหารก็แค่เอาไว้กิน แต่ตอนนี้เริ่มเข้าใจมากขึ้นแล้วว่ากว่าจะเป็นอาหารในแต่ละจานของเรา ไม่ได้มีแค่ทรัพยากรทางธรรมชาติ แต่ยังมีคนอยู่แทบจะทุกขั้นตอน และมีคนที่พยายามและยากลำบากในการทำอาหารให้เรากินในทุกวันนี้” — ‘สิตา’ นาริสิตา วัฒนาภา . ตลอด 5 วัน 4 คืน นักเรียนได้ศึกษาที่มาของอาหารผ่านภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ทรัพยากร วิถีชีวิต ภูมิปัญญา และผู้คนในบ้านอีโคตร ขณะเดียวกัน ข้อมูลที่ได้รับจากคนในชุมชนยังทำให้นักเรียนพบคำถามใหม่เกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหาร การเปลี่ยนแปลงของทรัพยากร และอนาคตของพื้นที่ . การเข้าใจที่มาของอาหารทำให้นักเรียนเริ่มมองเห็นบทบาทของคนที่ปลูก คนที่หา คนที่แปรรูป คนที่ปรุง รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับอาหารในแต่ละมื้อ และเมื่อกลับมามองบ้านอีโคตรอีกครั้ง คำถามจึงขยับจาก “ที่นี่มีอาหารอะไร” ไปสู่ “ทรัพยากรและอาหารของชุมชนกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างไร” และ “คนในชุมชนต้องการเห็นบ้านอีโคตรในอนาคตเป็นอย่างไร” . คำถามเหล่านี้เป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการเรียนรู้ในฐานะนักขับเคลื่อนสังคม เพราะการขับเคลื่อนชุมชนเริ่มต้นจากการศึกษาพื้นที่ รับฟังผู้คน ทำความเข้าใจต้นทุนและความท้าทาย ก่อนคิดร่วมกันว่าจะดูแลและพัฒนาสิ่งที่มีอยู่ให้ตอบโจทย์คนในชุมชนได้อย่างไร . “อยากรู้จักพ่อ ๆ แม่ ๆ ในชุมชนให้มากกว่านี้ ครั้งหน้าหนูจะหาเวลาเล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมบางอย่างเพื่อสานสัมพันธ์ก่อนทำความรู้จักกันจริง ๆ เพื่อจะได้เข้าใจพวกเขามากขึ้น” — ‘พาดี’ ปุณรดา มิสรัตน์ . ✍🏼 ครูธนภูมิ ดิษฐ์เดช (ครูภูมิ) — ครูประจำวิชา Life Decode Innovator Studio ✍🏼 ครูปฏิภาณ สมบูรณ์ผล (ครูลูกปืน) — ครูประจำวิชา Active Citizen Studio . #ActiveCitizenStudio #เรียนรู้จากชุมชน #บ้านอีโคตร #จตุรพัตรพิมาน #ร้อยเอ็ด #CommunityBasedLearning #CBL #RoongAroonSchool #MatthayomRoongAroon #ศรีโคตรดีโคตร
เล่าเรื่อง
การขับเคลื่อนชุมชน เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจชุมชน 🌳 #ภาคสนามมณีพฤกษ์ #ขับเคลื่อนชุมชน . ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน - 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/3 โรงเรียนรุ่งอรุณ ได้ลงพื้นที่ศึกษาภาคสนาม ณ บ้านมณีพฤกษ์ ตำบลงอบ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน เพื่อเริ่มต้นการเรียนรู้ร่วมกับชุมชนในรายวิชา Active Citizen Studio . ตลอดหนึ่งปีการศึกษานับจากนี้ นักเรียนจะได้ร่วมกันพัฒนาโครงงานจากประเด็นที่เกิดขึ้นจริงในชุมชน ภาคสนามครั้งแรกจึงมุ่งให้นักเรียนทำความเข้าใจพื้นที่ ทำความรู้จักผู้คน ศึกษาวิถีชีวิต และค้นหาว่า “ทุนของชุมชนบ้านมณีพฤกษ์ มีอะไรบ้าง?” ก่อนนำข้อมูลเหล่านี้ไปพัฒนาเป็นโจทย์สำหรับการทำงานร่วมกับชุมชนต่อไป . การเรียนรู้เริ่มต้นจากการรับฟัง . พ่อพจน์และแม่พร ผู้เฒ่าผู้แก่ของหมู่บ้าน ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับการก่อตั้งหมู่บ้าน การอพยพ และเหตุการณ์สำคัญในอดีตให้นักเรียนได้เรียนรู้ จากนั้นนักเรียนออกเดินสำรวจชุมชน ทำแผนที่หมู่บ้าน และพูดคุยกับพ่อ ๆ แม่ ๆ ชาวบ้าน เพื่อศึกษาว่าในแต่ละพื้นที่มีใครอาศัยอยู่ ประกอบอาชีพอะไร มีความรู้หรือภูมิปัญญาเรื่องใด และมีความสัมพันธ์กับชุมชนอย่างไร . หลังจากเห็นภาพรวมของบ้านมณีพฤกษ์ นักเรียนเลือกประเด็นที่ตนเองสนใจเพื่อศึกษาให้ลึกขึ้น ผ่านการพูดคุย สังเกต และลงมือทำร่วมกับคนในพื้นที่ . บางคนเรียนรู้เรื่องกาแฟตั้งแต่การปลูก การดูแล ไปจนถึงการแปรรูป บางคนใช้เวลาอยู่หน้าเตาหลอมเหล็กเพื่อเรียนรู้การตีมีด บางคนนั่งข้างแม่พรเพื่อฝึกปักผ้าม้ง ขณะที่อีกหลายคนเลือกศึกษาเรื่องภาษา การเกษตร อาหาร และความเชื่อของชาวม้ง . จากการศึกษาประเด็นต่าง ๆ นักเรียนพบความสัมพันธ์ระหว่างความรู้เหล่านี้กับวิถีชีวิตของชุมชน อาหารและการเกษตรทำให้เห็นการดำรงชีวิตของผู้คนบนพื้นที่สูง การปลูกกาแฟสัมพันธ์กับการสร้างรายได้และการดูแลป่าต้นน้ำ การตีมีดแสดงให้เห็นทักษะที่เกิดจากประสบการณ์และการใช้งานในชีวิตประจำวัน ส่วนผ้าม้ง ภาษา และความเชื่อ ทำให้นักเรียนได้ศึกษาประวัติศาสตร์ ความทรงจำ และอัตลักษณ์ของชุมชน . เมื่อแต่ละกลุ่มนำข้อมูลที่ตนเองศึกษาแลกเปลี่ยนกับเพื่อน นักเรียนจึงเริ่มเห็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ทรัพยากร อาชีพ วัฒนธรรม ความเชื่อ และประวัติศาสตร์ และเข้าใจมากขึ้นว่าวิถีชีวิตของบ้านมณีพฤกษ์เกิดขึ้นจากองค์ประกอบหลายด้านที่สัมพันธ์กัน . การลงพื้นที่ครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้นักเรียนสร้างความสัมพันธ์กับคนในชุมชน ผ่านการพูดคุย รับฟัง ลงมือทำ และใช้ชีวิตร่วมกันในแต่ละวัน นักเรียนจึงได้รู้จักชาวบ้านจากประสบการณ์ตรง และชาวบ้านก็ได้ทำความรู้จักกับนักเรียนมากขึ้นเช่นกัน . ในวันสุดท้าย นักเรียนกลับไปหาชาวบ้านอีกครั้ง พร้อม “แผนที่คนดี” ที่รวบรวมเรื่องราวของผู้คนที่นักเรียนได้พบและเรียนรู้ตลอดการลงพื้นที่ ก่อนนำข้อมูลกลับไปให้เจ้าของเรื่องได้อ่านและแลกเปลี่ยนร่วมกัน . แผนที่คนดีจึงเป็นการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผู้คน ความรู้ ความสามารถ และคุณค่าที่นักเรียนค้นพบในชุมชน ขณะเดียวกัน กระบวนการนำข้อมูลกลับไปแลกเปลี่ยนกับเจ้าของเรื่องยังทำให้นักเรียนได้ตรวจสอบความเข้าใจของตนเอง และแสดงความเคารพต่อผู้ที่แบ่งปันความรู้ให้กับนักเรียน . ภาคสนามครั้งแรกจบลงพร้อมกับข้อมูลและคำถามอีกหลายเรื่องที่นักเรียนต้องกลับไปศึกษาต่อ เพราะการทำงานกับโจทย์จริงของชุมชนจำเป็นต้องเริ่มจากการรู้จักพื้นที่ รับฟังผู้คน และเข้าใจทั้งสิ่งที่ชุมชนมีอยู่ สิ่งที่ชุมชนให้คุณค่า รวมถึงความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายที่คนในพื้นที่กำลังเผชิญ . การกลับมาบ้านมณีพฤกษ์ในครั้งต่อไป นักเรียนจึงมีฐานความเข้าใจและความสัมพันธ์กับผู้คนมากขึ้น เพื่อร่วมกันค้นหาโจทย์ที่ชุมชนให้ความสำคัญ และพัฒนาไปสู่การทำงานร่วมกันตลอดปีการศึกษา . 💬 สะท้อนการเรียนรู้จากนักเรียน . ลิส - “ชุมชนมณีพฤกษ์เป็นชุมชนที่ชาวบ้านรักใคร่กัน และเป็นชุมชนที่อุดมสมบูรณ์ มีทั้งวัฒนธรรมและภูมิปัญญา หนูได้อาศัยอยู่ในชุมชนเป็นเวลา 1 สัปดาห์ และได้ทำความรู้จักกับวิถีชีวิตของชาวบ้าน ความเป็นกันเองของคนในชุมชนทำให้หนูรู้สึกสบายใจเมื่อได้อยู่ด้วย ที่นี่มีประวัติศาสตร์ให้เราได้เรียนรู้ มีภาษาที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงอาชีพและภูมิปัญญาต่าง ๆ เช่น การปักผ้าลายก้นหอย การตีมีด และความเชื่อของชุมชน สิ่งเหล่านี้ทำให้หนูอยากทำความรู้จักบ้านมณีพฤกษ์ให้มากขึ้น เพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่พวกหนูยังไม่ได้ศึกษา และหนูก็พร้อมที่จะเรียนรู้ต่อไป” . สายฝน - “ชุมชนมณีพฤกษ์เป็นชุมชนบนดอยที่มีวิถีชีวิตพึ่งพาและดูแลป่า ชาวบ้านอาศัยต้นไม้ใหญ่เป็นต้นไม้พี่เลี้ยงในการปลูกกาแฟ และหาวัตถุดิบจากป่ามาประกอบอาหาร เช่น การนำมะระหวานมาผัดไข่ ประวัติศาสตร์ของชุมชนยังเกี่ยวข้องกับพื้นที่ป่าในช่วงเหตุการณ์คอมมิวนิสต์ รวมถึงการให้ความสำคัญกับบรรพบุรุษ โดยทุกฤดูเก็บเกี่ยวจะมีการเลี้ยงผีบรรพบุรุษ ทำให้เห็นว่าวิถีชีวิตของคนมณีพฤกษ์มีความสัมพันธ์กับทั้งป่า การทำมาหากิน ประวัติศาสตร์ และความเชื่อ” . เพลิน - “ชุมชนมณีพฤกษ์มีภูมิปัญญาหลายด้านที่นำมาใช้ในการดำรงชีวิต คนในชุมชนรู้จักใช้สิ่งที่มีอยู่ในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์ เช่น นำผักที่ปลูกมาประกอบอาหาร ปักผ้าม้งเพื่อสร้างรายได้ และถ่ายทอดความรู้เหล่านี้ให้กับพวกเรา จากเรื่องราวในอดีตยังทำให้เห็นว่าคนในชุมชนช่วยเหลือกันมาตั้งแต่ช่วงที่อาศัยอยู่ในป่า จนถึงการใช้ชีวิตร่วมกันในปัจจุบัน” . อิ๊นซ์ - “ได้เรียนรู้เรื่องอาหารพื้นบ้านของคนม้งในหมู่บ้านมณีพฤกษ์ ทั้งขั้นตอน วิธีทำ และการปลูกพืชต่าง ๆ ทำให้รู้ว่าคนในหมู่บ้านเลือกกินอาหารตามผลผลิตที่มีในแต่ละช่วง เช่น ช่วงนี้มีกะหล่ำก็จะนำกะหล่ำมาประกอบอาหาร หากไม่มีก็ใช้ผักหรือพืชชนิดอื่นแทน การกินของคนในชุมชนจึงสัมพันธ์กับทรัพยากรที่มีในแต่ละฤดูกาล อีกเรื่องหนึ่งคือ คนม้งในอดีตใช้เกลือและน้ำมันหมูในการทำอาหารเป็นหลัก และเกือบทุกบ้านจะปลูกผักไว้กินเอง” . ยูตะ - “ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของชุมชนและการนำจุดเด่นของพื้นที่มาพัฒนาเป็นอาชีพและรายได้ ทำให้ผมเห็นว่าการอยู่บนพื้นที่สูงและห่างไกลมีเงื่อนไขเฉพาะที่คนในชุมชนสามารถนำมาใช้ในการประกอบอาชีพได้ เช่น สภาพอากาศที่เหมาะกับการทำเกษตรเมืองหนาว” . ✍🏼 ครูชนม์สวัสดิ์ ฉิมเชื้อ (ครูนัส) - ครูประจำ Active Citizen Studio . #ActiveCitizenStudio #CommunityBasedLearning #CBL #สถาบันรุ่งอรุณขับเคลื่อนสังคม #มณีพฤกษ์ #ชาวม้ง #น่าน #ฟื้นป่าน่าน #เรียนรู้ชุมชน #ภาคสนาม
เล่าเรื่อง
จากfacebook : Chanika Paisalrojanarat “อุ๊ช่วยแม่แอนดูแลนามูนมังนะ” เสียงแม่ แอนดังก้องเข้ามาในหัว “ค่ะ” คือคำตอบที่ให้ไป พร้อมกับคำถาม นามูนมังคืออาราย เหรอ ยืนเอ๋อตั้งแต่แม่แอนบอกคืนแรก เช้านี้ทำภาระกิจดูแลชุมชน ไม่ว่าจะจัดบูธ , ดูแล workshop อาหาร และ งานศิลป์ ส่วนเดอะแก๊งค์อาสาห้าสาวจากกทม. พากันแยกย้ายไปตามฐาน เช่น พะกอยวา , ขุนสถาน, สบปืน และดอยผาส้ม ระหว่างจัดบูธสาวน้อยตัวเล็กของบ้านโนนท่า เดินมาและบอกว่าหนูยังทำไม่เสร็จเลย บอร์ดแนะนำชุมชน แต่หนูต้องเข้าเรียนแล้ว รบกวนพี่ๆ ช่วยเขียนตามนี้นะ และแล้วก็ส่งสายตาอ้อนวอน อาสาที่เพิ่งรู้จักต่างมองหน้ากันและยิ้ม ใครเขียนสวยจัดไป สรุปหวยมาตกที่ฉัน เป็นการเขียนไทยที่ตั้งใจมว้ากกก ทั้งอ่านทำความเข้าใจและสรุป พร้อมคัดลายมือ มาดูอีกทีชื่นชมตัวเองฉันก็เขียนไทยสวยนะเนี่ย แต่ลายมือจริงยิ่งกว่าไก่เขี่ย ขอบคุณการเขียนและฟังทำให้รู้จักชุมชนนี้มากขึ้น ชุมชนนามูนมังตายาย บ้านโนนท่า อยู่ใน อ. พยัคฆภูมิพิสัย จ. มหาสารคาม มีพ่อทัย แม่อร และชาวบ้านในชุมชน เป็นผู้ประสานงาน มีสินค้าคือ ข้าวสาร ,ผ้าไหม ,ปลาส้ม มีวัดโพธิสว่างเป็นพื้นที่เรียนรู้ ที่นี่มีภูมิปัญญาชาวบ้านมากมาย ไม่ว่าจะเลี้ยงไหม ,ทอผ้า ,เปลี่ยนดินเอียด(เค็ม) ให้มาเพาะปลูกได้โดยใช้เกษตรอินทรีย์ ปลูกป่าสรรพยาแก้น้ำคำ คือการปลูกป่าสมุนไพรหลากหลายเพื่อฟื้นฟูบริเวณตานำ้ให้ใสสะอาด เพราะนำ้ที่นี่คือน้ำสีสนิม และดินมีรสเค็ม การเรียนรู้รอบนี้ เป็นการเติมความรู้สู่ชุมชนให้ชุมชนเปิดมุมมองกลับมาสำรวจ , หาคุณค่าและความหมายในตัวเอง ,วางหมุดหมาย และพูดคุยเดินหน้าต่อว่าจะพาชุมชนไปทางไหน แอบชื่นชม แม่อรและแม่ๆที่มาอบรม เป็นชุมชนที่เพิ่งเริ่มต้น แต่ความร่วมมือหลากหลายในพลังคนสี่ช่วงวัยทำให้สัญญากันว่าจะตามไปดูผลงานที่มหาสารคาม ( นั่นไง !! ฉันหาเรื่องร่อนตลอด) Workshop ที่นี่ใช้แนวทางอัพไซเคิลของเศษผ้านำมารังสรรค์ผลงาน งานนี้แม่จี๊ดอาสามาช่วยแม่อรโดยลากเพื่อนต้นมาช่วยสอนทำงานประดิษฐ์กระเป๋าใส่เศษเหรียญ ทึ่งกับฝีมือของต้น ผู้ชายจับจักรเย็บผ้า และแนวคิด ว่าเป็นการฝึกสติ การเปิดโอกาสให้ตัวเอง และ การชนะตัวเอง โดยดูได้จากฝีเข็มที่ปักลงไปที่ผ้า มาวิเคราะห์ฝีเข็มลายปักบนกระเป๋าตังค์ของฉันนั้นขึ้นๆล่องๆ ไม่อยู่กับที่ เค้าให้ปักด้านเดียวฉันก็ผ่าเหล่าทำสองด้าน ใช้เศษผ้า และเขียนลายเองบนผ้าและปัก ที่สุดของ ความภูมิใจๆ งานชิ้นเดียวในโลก facebook : Chanika Paisalrojanarat
เล่าเรื่อง