อาหารของบ้านอีโคตร บอกอะไรเกี่ยวกับวิถีชีวิตและทรัพยากรธรรมชาติในปัจจุบัน? #ภาคสนามบ้านอีโคตร #ขับเคลื่อนชุมชน . อาหารที่เรากินในแต่ละวันมีที่มาจากทั้งทรัพยากรธรรมชาติ ผู้ผลิต ความรู้ในการหาและแปรรูปวัตถุดิบ รวมถึงวิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละพื้นที่ การทำความเข้าใจอาหารจึงทำให้เราเห็นความสัมพันธ์ระหว่างสภาพพื้นที่ ทรัพยากร ผู้คน และการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในชุมชน . “สภาพอากาศที่นี่ ความเป็นธรรมชาติ ผู้คนใช้ชีวิตแบบธรรมดา เรียบง่าย ใกล้ชิดกับธรรมชาติและพืชพรรณต่าง ๆ แถมอาหารที่ได้กินแต่ละมื้อมีความเรียบง่าย และหาได้ง่ายมากในพื้นที่ แต่คนในพื้นที่กลับบอกว่า สิ่งที่อยากให้ชุมชนดีขึ้น คือการมีแหล่งอาหารที่ดีและเพียงพอ มันกลับทำให้ฉันสงสัยมากยิ่งขึ้นว่า เกิดอะไรขึ้นกันแน่กับพื้นที่?” — ‘ข้าวกล้อง’ ชมนาด วชิราดิศัย . นี่คือหนึ่งในเสียงสะท้อนจากการศึกษาภาคสนาม 5 วัน 4 คืน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 ในหน่วยวิชา Active Citizen : นักขับเคลื่อนสังคม ณ ชุมชนบ้านอีโคตร ตำบลศรีโคตร อำเภอจตุรพัตรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด . การเรียนรู้ครั้งนี้เริ่มต้นจากคำถามว่า “สภาพพื้นที่กำหนดวิถีชีวิตและอาหารของผู้คนอย่างไร” นักเรียนจึงออกไปสำรวจพื้นที่ พูดคุยกับผู้คน และศึกษาทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของชุมชน . พื้นที่แรกคือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านอีโคตร ซึ่งเป็นสถานที่ทำกิจกรรมร่วมกันของคนในชุมชน นักเรียนได้เรียนรู้ภูมิปัญญาและการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่น ตั้งแต่การทอผ้าฝ้าย การสานเสื่อกก การทำกระติ๊บข้าวเหนียว ไปจนถึงการทำสวิง . “การทอผ้าต้องใช้สมาธิเป็นอย่างมาก และพอได้เห็นตัวเองกำลังทอผ้าอยู่ ก็ทำให้หนูรู้สึกภูมิใจที่ตัวเองดูมีความพยายามและมุ่งมั่นกับการทอผ้ามาก และในตอนนั้นหนูก็ยังรู้สึกว่าปวดหลังมาก แต่พอมีสมาธิกับการทอ หนูก็ไม่ได้สนใจเลยและพยายามจำไม้ที่เหยียบอยู่” — ‘ไม้วา’ ศศิญาวัลย์ มณเฑียร . “การทอเสื่อ นอกจากการเห็นและเข้าใจถึงที่มาของชนิดกกแล้ว กรรมวิธีการรีดเส้น ตาก ซึ่งต้องมีความชำนาญมาก ๆ และการสอดเส้นต้นกก การงก-หงาย สลับกันไป เพื่อให้มันสามารถถักทอเป็นเสื่อหนึ่งผืนได้ ถึงแม้จะเป็นแค่ลายสีเขียวสลับแดง ต้องมีสติตลอดเวลา และยังทำให้เห็นว่า ต้นกกธรรมดาที่ขึ้นทั่วไปในชุมชน แต่มนุษย์กลับสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับตัวเองและคนอื่นได้” — ‘พราว’ สิตา กาญจนชล . จากงานหัตถกรรม นักเรียนขยายการสำรวจไปสู่วัตถุดิบอาหารที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล โดยลงพื้นที่เรียนรู้กระบวนการผลิตและการใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบร่วมกับคนในชุมชน ทั้งข้าว สมุนไพร ปลา และเกลือสินเธาว์ เพื่อทำความเข้าใจว่าวัตถุดิบแต่ละชนิดสัมพันธ์กับสภาพพื้นที่และวิถีชีวิตของบ้านอีโคตรอย่างไร . “ข้าวในพื้นที่บ้านอีโคตร อยู่ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ เป็นข้าวที่ปลูกได้แค่ช่วงเดียว คือช่วงหน้าฝน เป็นช่วงที่เราไปกันพอดี ทำให้เราได้เริ่มทำตั้งแต่การปลูกข้าว ดำนา แม้กระทั่งการแปรรูปผลิตภัณฑ์ข้าว ที่ไม่ได้แค่ทำเพื่อเก็บรักษาข้าวเท่านั้น แต่ยังสอดคล้องกับประเพณีของทางอีสานด้วย (ข้าวปุ้น ข้าวแต๋น ข้าวต้มแดก) จนกลายเป็น ‘9 หมู่บ้าน 9 ข้าว’ ซึ่งเห็นถึงความชาญฉลาดของผู้คนที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติได้เป็นอย่างดี ถึงแม้จะเจอข้อจำกัด แต่ไม่ได้ยอมแพ้ และมองเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิต” — ‘บิมบู’ ณัฐสินี ธีรจิตรภิรมย์ . ในแต่ละวัน นักเรียนได้พูดคุยกับชาวบ้านและเก็บข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่มากขึ้น จนเริ่มเห็นว่าทรัพยากรของแต่ละบริเวณแตกต่างกัน วัตถุดิบอาหารแต่ละชนิดเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ต่างกัน และคนแต่ละคนในชุมชนมีความรู้และความเชี่ยวชาญที่สัมพันธ์กับการทำมาหากิน . ข้อมูลจากการสำรวจและการพูดคุยถูกนำมาสังเคราะห์เป็น “ผังทรัพยากร” “แผนที่คนดี” และ “ปฏิทินฤดูกิน” เพื่อแสดงให้เห็นว่าบ้านอีโคตรมีทรัพยากรอะไร อยู่ที่ไหน เกิดขึ้นในช่วงเวลาใด และมีใครเป็นผู้มีความรู้เกี่ยวกับทรัพยากรเหล่านั้น . จากข้อมูลเหล่านี้ นักเรียนเริ่มเข้าใจที่มาของอาหารในแต่ละมื้อ ทั้งสภาพธรรมชาติ วิถีการผลิต ความรู้ของคนในพื้นที่ ตลอดจนข้อจำกัดและการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นกับชุมชน . ในวันสุดท้าย นักเรียนและคนในชุมชนได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านนิทรรศการใน “ตลาดสุขศาลายามเย็น” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชุมชนต้องการส่งเสริมให้คนทั้ง 4 ช่วงวัย ได้แก่ วัยเด็ก วัยรุ่น วัยกลางคน และผู้สูงวัย ได้มีกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น . ภายในงาน นักเรียนนำเสนอภาพเล่าเรื่องและปฏิทินฤดูกิน พร้อมชวนคนในชุมชนช่วยกันเพิ่มเติมข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนและความท้าทายของบ้านอีโคตร ทั้งคนดี ของดี อาหารดี และสถานที่สำคัญที่ควรรู้จัก ก่อนชวนกันคิดต่อผ่านคำถามว่า . “ในอนาคต อยากเห็นบ้านอีโคตรเป็นอย่างไร วันนี้เรากำลังทำอะไร และในอนาคตจะทำอะไรต่อ” . “ก่อนหน้านี้คิดว่าอาหารก็แค่เอาไว้กิน แต่ตอนนี้เริ่มเข้าใจมากขึ้นแล้วว่ากว่าจะเป็นอาหารในแต่ละจานของเรา ไม่ได้มีแค่ทรัพยากรทางธรรมชาติ แต่ยังมีคนอยู่แทบจะทุกขั้นตอน และมีคนที่พยายามและยากลำบากในการทำอาหารให้เรากินในทุกวันนี้” — ‘สิตา’ นาริสิตา วัฒนาภา . ตลอด 5 วัน 4 คืน นักเรียนได้ศึกษาที่มาของอาหารผ่านภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ทรัพยากร วิถีชีวิต ภูมิปัญญา และผู้คนในบ้านอีโคตร ขณะเดียวกัน ข้อมูลที่ได้รับจากคนในชุมชนยังทำให้นักเรียนพบคำถามใหม่เกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหาร การเปลี่ยนแปลงของทรัพยากร และอนาคตของพื้นที่ . การเข้าใจที่มาของอาหารทำให้นักเรียนเริ่มมองเห็นบทบาทของคนที่ปลูก คนที่หา คนที่แปรรูป คนที่ปรุง รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับอาหารในแต่ละมื้อ และเมื่อกลับมามองบ้านอีโคตรอีกครั้ง คำถามจึงขยับจาก “ที่นี่มีอาหารอะไร” ไปสู่ “ทรัพยากรและอาหารของชุมชนกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างไร” และ “คนในชุมชนต้องการเห็นบ้านอีโคตรในอนาคตเป็นอย่างไร” . คำถามเหล่านี้เป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการเรียนรู้ในฐานะนักขับเคลื่อนสังคม เพราะการขับเคลื่อนชุมชนเริ่มต้นจากการศึกษาพื้นที่ รับฟังผู้คน ทำความเข้าใจต้นทุนและความท้าทาย ก่อนคิดร่วมกันว่าจะดูแลและพัฒนาสิ่งที่มีอยู่ให้ตอบโจทย์คนในชุมชนได้อย่างไร . “อยากรู้จักพ่อ ๆ แม่ ๆ ในชุมชนให้มากกว่านี้ ครั้งหน้าหนูจะหาเวลาเล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมบางอย่างเพื่อสานสัมพันธ์ก่อนทำความรู้จักกันจริง ๆ เพื่อจะได้เข้าใจพวกเขามากขึ้น” — ‘พาดี’ ปุณรดา มิสรัตน์ . ✍🏼 ครูธนภูมิ ดิษฐ์เดช (ครูภูมิ) — ครูประจำวิชา Life Decode Innovator Studio ✍🏼 ครูปฏิภาณ สมบูรณ์ผล (ครูลูกปืน) — ครูประจำวิชา Active Citizen Studio . #ActiveCitizenStudio #เรียนรู้จากชุมชน #บ้านอีโคตร #จตุรพัตรพิมาน #ร้อยเอ็ด #CommunityBasedLearning #CBL #RoongAroonSchool #MatthayomRoongAroon #ศรีโคตรดีโคตร
    ความคิดเห็น