ดินน้ำป่า
40 โพสต์
การขับเคลื่อนชุมชน เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจชุมชน 🌳 #ภาคสนามมณีพฤกษ์ #ขับเคลื่อนชุมชน . ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน - 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/3 โรงเรียนรุ่งอรุณ ได้ลงพื้นที่ศึกษาภาคสนาม ณ บ้านมณีพฤกษ์ ตำบลงอบ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน เพื่อเริ่มต้นการเรียนรู้ร่วมกับชุมชนในรายวิชา Active Citizen Studio . ตลอดหนึ่งปีการศึกษานับจากนี้ นักเรียนจะได้ร่วมกันพัฒนาโครงงานจากประเด็นที่เกิดขึ้นจริงในชุมชน ภาคสนามครั้งแรกจึงมุ่งให้นักเรียนทำความเข้าใจพื้นที่ ทำความรู้จักผู้คน ศึกษาวิถีชีวิต และค้นหาว่า “ทุนของชุมชนบ้านมณีพฤกษ์ มีอะไรบ้าง?” ก่อนนำข้อมูลเหล่านี้ไปพัฒนาเป็นโจทย์สำหรับการทำงานร่วมกับชุมชนต่อไป . การเรียนรู้เริ่มต้นจากการรับฟัง . พ่อพจน์และแม่พร ผู้เฒ่าผู้แก่ของหมู่บ้าน ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับการก่อตั้งหมู่บ้าน การอพยพ และเหตุการณ์สำคัญในอดีตให้นักเรียนได้เรียนรู้ จากนั้นนักเรียนออกเดินสำรวจชุมชน ทำแผนที่หมู่บ้าน และพูดคุยกับพ่อ ๆ แม่ ๆ ชาวบ้าน เพื่อศึกษาว่าในแต่ละพื้นที่มีใครอาศัยอยู่ ประกอบอาชีพอะไร มีความรู้หรือภูมิปัญญาเรื่องใด และมีความสัมพันธ์กับชุมชนอย่างไร . หลังจากเห็นภาพรวมของบ้านมณีพฤกษ์ นักเรียนเลือกประเด็นที่ตนเองสนใจเพื่อศึกษาให้ลึกขึ้น ผ่านการพูดคุย สังเกต และลงมือทำร่วมกับคนในพื้นที่ . บางคนเรียนรู้เรื่องกาแฟตั้งแต่การปลูก การดูแล ไปจนถึงการแปรรูป บางคนใช้เวลาอยู่หน้าเตาหลอมเหล็กเพื่อเรียนรู้การตีมีด บางคนนั่งข้างแม่พรเพื่อฝึกปักผ้าม้ง ขณะที่อีกหลายคนเลือกศึกษาเรื่องภาษา การเกษตร อาหาร และความเชื่อของชาวม้ง . จากการศึกษาประเด็นต่าง ๆ นักเรียนพบความสัมพันธ์ระหว่างความรู้เหล่านี้กับวิถีชีวิตของชุมชน อาหารและการเกษตรทำให้เห็นการดำรงชีวิตของผู้คนบนพื้นที่สูง การปลูกกาแฟสัมพันธ์กับการสร้างรายได้และการดูแลป่าต้นน้ำ การตีมีดแสดงให้เห็นทักษะที่เกิดจากประสบการณ์และการใช้งานในชีวิตประจำวัน ส่วนผ้าม้ง ภาษา และความเชื่อ ทำให้นักเรียนได้ศึกษาประวัติศาสตร์ ความทรงจำ และอัตลักษณ์ของชุมชน . เมื่อแต่ละกลุ่มนำข้อมูลที่ตนเองศึกษาแลกเปลี่ยนกับเพื่อน นักเรียนจึงเริ่มเห็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ทรัพยากร อาชีพ วัฒนธรรม ความเชื่อ และประวัติศาสตร์ และเข้าใจมากขึ้นว่าวิถีชีวิตของบ้านมณีพฤกษ์เกิดขึ้นจากองค์ประกอบหลายด้านที่สัมพันธ์กัน . การลงพื้นที่ครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้นักเรียนสร้างความสัมพันธ์กับคนในชุมชน ผ่านการพูดคุย รับฟัง ลงมือทำ และใช้ชีวิตร่วมกันในแต่ละวัน นักเรียนจึงได้รู้จักชาวบ้านจากประสบการณ์ตรง และชาวบ้านก็ได้ทำความรู้จักกับนักเรียนมากขึ้นเช่นกัน . ในวันสุดท้าย นักเรียนกลับไปหาชาวบ้านอีกครั้ง พร้อม “แผนที่คนดี” ที่รวบรวมเรื่องราวของผู้คนที่นักเรียนได้พบและเรียนรู้ตลอดการลงพื้นที่ ก่อนนำข้อมูลกลับไปให้เจ้าของเรื่องได้อ่านและแลกเปลี่ยนร่วมกัน . แผนที่คนดีจึงเป็นการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผู้คน ความรู้ ความสามารถ และคุณค่าที่นักเรียนค้นพบในชุมชน ขณะเดียวกัน กระบวนการนำข้อมูลกลับไปแลกเปลี่ยนกับเจ้าของเรื่องยังทำให้นักเรียนได้ตรวจสอบความเข้าใจของตนเอง และแสดงความเคารพต่อผู้ที่แบ่งปันความรู้ให้กับนักเรียน . ภาคสนามครั้งแรกจบลงพร้อมกับข้อมูลและคำถามอีกหลายเรื่องที่นักเรียนต้องกลับไปศึกษาต่อ เพราะการทำงานกับโจทย์จริงของชุมชนจำเป็นต้องเริ่มจากการรู้จักพื้นที่ รับฟังผู้คน และเข้าใจทั้งสิ่งที่ชุมชนมีอยู่ สิ่งที่ชุมชนให้คุณค่า รวมถึงความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายที่คนในพื้นที่กำลังเผชิญ . การกลับมาบ้านมณีพฤกษ์ในครั้งต่อไป นักเรียนจึงมีฐานความเข้าใจและความสัมพันธ์กับผู้คนมากขึ้น เพื่อร่วมกันค้นหาโจทย์ที่ชุมชนให้ความสำคัญ และพัฒนาไปสู่การทำงานร่วมกันตลอดปีการศึกษา . 💬 สะท้อนการเรียนรู้จากนักเรียน . ลิส - “ชุมชนมณีพฤกษ์เป็นชุมชนที่ชาวบ้านรักใคร่กัน และเป็นชุมชนที่อุดมสมบูรณ์ มีทั้งวัฒนธรรมและภูมิปัญญา หนูได้อาศัยอยู่ในชุมชนเป็นเวลา 1 สัปดาห์ และได้ทำความรู้จักกับวิถีชีวิตของชาวบ้าน ความเป็นกันเองของคนในชุมชนทำให้หนูรู้สึกสบายใจเมื่อได้อยู่ด้วย ที่นี่มีประวัติศาสตร์ให้เราได้เรียนรู้ มีภาษาที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงอาชีพและภูมิปัญญาต่าง ๆ เช่น การปักผ้าลายก้นหอย การตีมีด และความเชื่อของชุมชน สิ่งเหล่านี้ทำให้หนูอยากทำความรู้จักบ้านมณีพฤกษ์ให้มากขึ้น เพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่พวกหนูยังไม่ได้ศึกษา และหนูก็พร้อมที่จะเรียนรู้ต่อไป” . สายฝน - “ชุมชนมณีพฤกษ์เป็นชุมชนบนดอยที่มีวิถีชีวิตพึ่งพาและดูแลป่า ชาวบ้านอาศัยต้นไม้ใหญ่เป็นต้นไม้พี่เลี้ยงในการปลูกกาแฟ และหาวัตถุดิบจากป่ามาประกอบอาหาร เช่น การนำมะระหวานมาผัดไข่ ประวัติศาสตร์ของชุมชนยังเกี่ยวข้องกับพื้นที่ป่าในช่วงเหตุการณ์คอมมิวนิสต์ รวมถึงการให้ความสำคัญกับบรรพบุรุษ โดยทุกฤดูเก็บเกี่ยวจะมีการเลี้ยงผีบรรพบุรุษ ทำให้เห็นว่าวิถีชีวิตของคนมณีพฤกษ์มีความสัมพันธ์กับทั้งป่า การทำมาหากิน ประวัติศาสตร์ และความเชื่อ” . เพลิน - “ชุมชนมณีพฤกษ์มีภูมิปัญญาหลายด้านที่นำมาใช้ในการดำรงชีวิต คนในชุมชนรู้จักใช้สิ่งที่มีอยู่ในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์ เช่น นำผักที่ปลูกมาประกอบอาหาร ปักผ้าม้งเพื่อสร้างรายได้ และถ่ายทอดความรู้เหล่านี้ให้กับพวกเรา จากเรื่องราวในอดีตยังทำให้เห็นว่าคนในชุมชนช่วยเหลือกันมาตั้งแต่ช่วงที่อาศัยอยู่ในป่า จนถึงการใช้ชีวิตร่วมกันในปัจจุบัน” . อิ๊นซ์ - “ได้เรียนรู้เรื่องอาหารพื้นบ้านของคนม้งในหมู่บ้านมณีพฤกษ์ ทั้งขั้นตอน วิธีทำ และการปลูกพืชต่าง ๆ ทำให้รู้ว่าคนในหมู่บ้านเลือกกินอาหารตามผลผลิตที่มีในแต่ละช่วง เช่น ช่วงนี้มีกะหล่ำก็จะนำกะหล่ำมาประกอบอาหาร หากไม่มีก็ใช้ผักหรือพืชชนิดอื่นแทน การกินของคนในชุมชนจึงสัมพันธ์กับทรัพยากรที่มีในแต่ละฤดูกาล อีกเรื่องหนึ่งคือ คนม้งในอดีตใช้เกลือและน้ำมันหมูในการทำอาหารเป็นหลัก และเกือบทุกบ้านจะปลูกผักไว้กินเอง” . ยูตะ - “ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของชุมชนและการนำจุดเด่นของพื้นที่มาพัฒนาเป็นอาชีพและรายได้ ทำให้ผมเห็นว่าการอยู่บนพื้นที่สูงและห่างไกลมีเงื่อนไขเฉพาะที่คนในชุมชนสามารถนำมาใช้ในการประกอบอาชีพได้ เช่น สภาพอากาศที่เหมาะกับการทำเกษตรเมืองหนาว” . ✍🏼 ครูชนม์สวัสดิ์ ฉิมเชื้อ (ครูนัส) - ครูประจำ Active Citizen Studio . #ActiveCitizenStudio #CommunityBasedLearning #CBL #สถาบันรุ่งอรุณขับเคลื่อนสังคม #มณีพฤกษ์ #ชาวม้ง #น่าน #ฟื้นป่าน่าน #เรียนรู้ชุมชน #ภาคสนาม
เล่าเรื่อง
การขับเคลื่อนชุมชน เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจชุมชน 🌳 #ภาคสนามมณีพฤกษ์ #ขับเคลื่อนชุมชน . ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน - 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/3 โรงเรียนรุ่งอรุณ ได้ลงพื้นที่ศึกษาภาคสนาม ณ บ้านมณีพฤกษ์ ตำบลงอบ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน เพื่อเริ่มต้นการเรียนรู้ร่วมกับชุมชนในรายวิชา Active Citizen Studio . ตลอดหนึ่งปีการศึกษานับจากนี้ นักเรียนจะได้ร่วมกันพัฒนาโครงงานจากประเด็นที่เกิดขึ้นจริงในชุมชน ภาคสนามครั้งแรกจึงมุ่งให้นักเรียนทำความเข้าใจพื้นที่ ทำความรู้จักผู้คน ศึกษาวิถีชีวิต และค้นหาว่า “ทุนของชุมชนบ้านมณีพฤกษ์ มีอะไรบ้าง?” ก่อนนำข้อมูลเหล่านี้ไปพัฒนาเป็นโจทย์สำหรับการทำงานร่วมกับชุมชนต่อไป . การเรียนรู้เริ่มต้นจากการรับฟัง . พ่อพจน์และแม่พร ผู้เฒ่าผู้แก่ของหมู่บ้าน ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับการก่อตั้งหมู่บ้าน การอพยพ และเหตุการณ์สำคัญในอดีตให้นักเรียนได้เรียนรู้ จากนั้นนักเรียนออกเดินสำรวจชุมชน ทำแผนที่หมู่บ้าน และพูดคุยกับพ่อ ๆ แม่ ๆ ชาวบ้าน เพื่อศึกษาว่าในแต่ละพื้นที่มีใครอาศัยอยู่ ประกอบอาชีพอะไร มีความรู้หรือภูมิปัญญาเรื่องใด และมีความสัมพันธ์กับชุมชนอย่างไร . หลังจากเห็นภาพรวมของบ้านมณีพฤกษ์ นักเรียนเลือกประเด็นที่ตนเองสนใจเพื่อศึกษาให้ลึกขึ้น ผ่านการพูดคุย สังเกต และลงมือทำร่วมกับคนในพื้นที่ . บางคนเรียนรู้เรื่องกาแฟตั้งแต่การปลูก การดูแล ไปจนถึงการแปรรูป บางคนใช้เวลาอยู่หน้าเตาหลอมเหล็กเพื่อเรียนรู้การตีมีด บางคนนั่งข้างแม่พรเพื่อฝึกปักผ้าม้ง ขณะที่อีกหลายคนเลือกศึกษาเรื่องภาษา การเกษตร อาหาร และความเชื่อของชาวม้ง . จากการศึกษาประเด็นต่าง ๆ นักเรียนพบความสัมพันธ์ระหว่างความรู้เหล่านี้กับวิถีชีวิตของชุมชน อาหารและการเกษตรทำให้เห็นการดำรงชีวิตของผู้คนบนพื้นที่สูง การปลูกกาแฟสัมพันธ์กับการสร้างรายได้และการดูแลป่าต้นน้ำ การตีมีดแสดงให้เห็นทักษะที่เกิดจากประสบการณ์และการใช้งานในชีวิตประจำวัน ส่วนผ้าม้ง ภาษา และความเชื่อ ทำให้นักเรียนได้ศึกษาประวัติศาสตร์ ความทรงจำ และอัตลักษณ์ของชุมชน . เมื่อแต่ละกลุ่มนำข้อมูลที่ตนเองศึกษาแลกเปลี่ยนกับเพื่อน นักเรียนจึงเริ่มเห็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ทรัพยากร อาชีพ วัฒนธรรม ความเชื่อ และประวัติศาสตร์ และเข้าใจมากขึ้นว่าวิถีชีวิตของบ้านมณีพฤกษ์เกิดขึ้นจากองค์ประกอบหลายด้านที่สัมพันธ์กัน . การลงพื้นที่ครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้นักเรียนสร้างความสัมพันธ์กับคนในชุมชน ผ่านการพูดคุย รับฟัง ลงมือทำ และใช้ชีวิตร่วมกันในแต่ละวัน นักเรียนจึงได้รู้จักชาวบ้านจากประสบการณ์ตรง และชาวบ้านก็ได้ทำความรู้จักกับนักเรียนมากขึ้นเช่นกัน . ในวันสุดท้าย นักเรียนกลับไปหาชาวบ้านอีกครั้ง พร้อม “แผนที่คนดี” ที่รวบรวมเรื่องราวของผู้คนที่นักเรียนได้พบและเรียนรู้ตลอดการลงพื้นที่ ก่อนนำข้อมูลกลับไปให้เจ้าของเรื่องได้อ่านและแลกเปลี่ยนร่วมกัน . แผนที่คนดีจึงเป็นการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผู้คน ความรู้ ความสามารถ และคุณค่าที่นักเรียนค้นพบในชุมชน ขณะเดียวกัน กระบวนการนำข้อมูลกลับไปแลกเปลี่ยนกับเจ้าของเรื่องยังทำให้นักเรียนได้ตรวจสอบความเข้าใจของตนเอง และแสดงความเคารพต่อผู้ที่แบ่งปันความรู้ให้กับนักเรียน . ภาคสนามครั้งแรกจบลงพร้อมกับข้อมูลและคำถามอีกหลายเรื่องที่นักเรียนต้องกลับไปศึกษาต่อ เพราะการทำงานกับโจทย์จริงของชุมชนจำเป็นต้องเริ่มจากการรู้จักพื้นที่ รับฟังผู้คน และเข้าใจทั้งสิ่งที่ชุมชนมีอยู่ สิ่งที่ชุมชนให้คุณค่า รวมถึงความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายที่คนในพื้นที่กำลังเผชิญ . การกลับมาบ้านมณีพฤกษ์ในครั้งต่อไป นักเรียนจึงมีฐานความเข้าใจและความสัมพันธ์กับผู้คนมากขึ้น เพื่อร่วมกันค้นหาโจทย์ที่ชุมชนให้ความสำคัญ และพัฒนาไปสู่การทำงานร่วมกันตลอดปีการศึกษา . 💬 สะท้อนการเรียนรู้จากนักเรียน . ลิส - “ชุมชนมณีพฤกษ์เป็นชุมชนที่ชาวบ้านรักใคร่กัน และเป็นชุมชนที่อุดมสมบูรณ์ มีทั้งวัฒนธรรมและภูมิปัญญา หนูได้อาศัยอยู่ในชุมชนเป็นเวลา 1 สัปดาห์ และได้ทำความรู้จักกับวิถีชีวิตของชาวบ้าน ความเป็นกันเองของคนในชุมชนทำให้หนูรู้สึกสบายใจเมื่อได้อยู่ด้วย ที่นี่มีประวัติศาสตร์ให้เราได้เรียนรู้ มีภาษาที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงอาชีพและภูมิปัญญาต่าง ๆ เช่น การปักผ้าลายก้นหอย การตีมีด และความเชื่อของชุมชน สิ่งเหล่านี้ทำให้หนูอยากทำความรู้จักบ้านมณีพฤกษ์ให้มากขึ้น เพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่พวกหนูยังไม่ได้ศึกษา และหนูก็พร้อมที่จะเรียนรู้ต่อไป” . สายฝน - “ชุมชนมณีพฤกษ์เป็นชุมชนบนดอยที่มีวิถีชีวิตพึ่งพาและดูแลป่า ชาวบ้านอาศัยต้นไม้ใหญ่เป็นต้นไม้พี่เลี้ยงในการปลูกกาแฟ และหาวัตถุดิบจากป่ามาประกอบอาหาร เช่น การนำมะระหวานมาผัดไข่ ประวัติศาสตร์ของชุมชนยังเกี่ยวข้องกับพื้นที่ป่าในช่วงเหตุการณ์คอมมิวนิสต์ รวมถึงการให้ความสำคัญกับบรรพบุรุษ โดยทุกฤดูเก็บเกี่ยวจะมีการเลี้ยงผีบรรพบุรุษ ทำให้เห็นว่าวิถีชีวิตของคนมณีพฤกษ์มีความสัมพันธ์กับทั้งป่า การทำมาหากิน ประวัติศาสตร์ และความเชื่อ” . เพลิน - “ชุมชนมณีพฤกษ์มีภูมิปัญญาหลายด้านที่นำมาใช้ในการดำรงชีวิต คนในชุมชนรู้จักใช้สิ่งที่มีอยู่ในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์ เช่น นำผักที่ปลูกมาประกอบอาหาร ปักผ้าม้งเพื่อสร้างรายได้ และถ่ายทอดความรู้เหล่านี้ให้กับพวกเรา จากเรื่องราวในอดีตยังทำให้เห็นว่าคนในชุมชนช่วยเหลือกันมาตั้งแต่ช่วงที่อาศัยอยู่ในป่า จนถึงการใช้ชีวิตร่วมกันในปัจจุบัน” . อิ๊นซ์ - “ได้เรียนรู้เรื่องอาหารพื้นบ้านของคนม้งในหมู่บ้านมณีพฤกษ์ ทั้งขั้นตอน วิธีทำ และการปลูกพืชต่าง ๆ ทำให้รู้ว่าคนในหมู่บ้านเลือกกินอาหารตามผลผลิตที่มีในแต่ละช่วง เช่น ช่วงนี้มีกะหล่ำก็จะนำกะหล่ำมาประกอบอาหาร หากไม่มีก็ใช้ผักหรือพืชชนิดอื่นแทน การกินของคนในชุมชนจึงสัมพันธ์กับทรัพยากรที่มีในแต่ละฤดูกาล อีกเรื่องหนึ่งคือ คนม้งในอดีตใช้เกลือและน้ำมันหมูในการทำอาหารเป็นหลัก และเกือบทุกบ้านจะปลูกผักไว้กินเอง” . ยูตะ - “ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของชุมชนและการนำจุดเด่นของพื้นที่มาพัฒนาเป็นอาชีพและรายได้ ทำให้ผมเห็นว่าการอยู่บนพื้นที่สูงและห่างไกลมีเงื่อนไขเฉพาะที่คนในชุมชนสามารถนำมาใช้ในการประกอบอาชีพได้ เช่น สภาพอากาศที่เหมาะกับการทำเกษตรเมืองหนาว” . ✍🏼 ครูชนม์สวัสดิ์ ฉิมเชื้อ (ครูนัส) - ครูประจำ Active Citizen Studio . #ActiveCitizenStudio #CommunityBasedLearning #CBL #สถาบันรุ่งอรุณขับเคลื่อนสังคม #มณีพฤกษ์ #ชาวม้ง #น่าน #ฟื้นป่าน่าน #เรียนรู้ชุมชน #ภาคสนาม
เล่าเรื่อง
การขับเคลื่อนชุมชน เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจชุมชน 🌳 #ภาคสนามมณีพฤกษ์ #ขับเคลื่อนชุมชน . ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน - 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/3 โรงเรียนรุ่งอรุณ ได้ลงพื้นที่ศึกษาภาคสนาม ณ บ้านมณีพฤกษ์ ตำบลงอบ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน เพื่อเริ่มต้นการเรียนรู้ร่วมกับชุมชนในรายวิชา Active Citizen Studio . ตลอดหนึ่งปีการศึกษานับจากนี้ นักเรียนจะได้ร่วมกันพัฒนาโครงงานจากประเด็นที่เกิดขึ้นจริงในชุมชน ภาคสนามครั้งแรกจึงมุ่งให้นักเรียนทำความเข้าใจพื้นที่ ทำความรู้จักผู้คน ศึกษาวิถีชีวิต และค้นหาว่า “ทุนของชุมชนบ้านมณีพฤกษ์ มีอะไรบ้าง?” ก่อนนำข้อมูลเหล่านี้ไปพัฒนาเป็นโจทย์สำหรับการทำงานร่วมกับชุมชนต่อไป . การเรียนรู้เริ่มต้นจากการรับฟัง . พ่อพจน์และแม่พร ผู้เฒ่าผู้แก่ของหมู่บ้าน ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับการก่อตั้งหมู่บ้าน การอพยพ และเหตุการณ์สำคัญในอดีตให้นักเรียนได้เรียนรู้ จากนั้นนักเรียนออกเดินสำรวจชุมชน ทำแผนที่หมู่บ้าน และพูดคุยกับพ่อ ๆ แม่ ๆ ชาวบ้าน เพื่อศึกษาว่าในแต่ละพื้นที่มีใครอาศัยอยู่ ประกอบอาชีพอะไร มีความรู้หรือภูมิปัญญาเรื่องใด และมีความสัมพันธ์กับชุมชนอย่างไร . หลังจากเห็นภาพรวมของบ้านมณีพฤกษ์ นักเรียนเลือกประเด็นที่ตนเองสนใจเพื่อศึกษาให้ลึกขึ้น ผ่านการพูดคุย สังเกต และลงมือทำร่วมกับคนในพื้นที่ . บางคนเรียนรู้เรื่องกาแฟตั้งแต่การปลูก การดูแล ไปจนถึงการแปรรูป บางคนใช้เวลาอยู่หน้าเตาหลอมเหล็กเพื่อเรียนรู้การตีมีด บางคนนั่งข้างแม่พรเพื่อฝึกปักผ้าม้ง ขณะที่อีกหลายคนเลือกศึกษาเรื่องภาษา การเกษตร อาหาร และความเชื่อของชาวม้ง . จากการศึกษาประเด็นต่าง ๆ นักเรียนพบความสัมพันธ์ระหว่างความรู้เหล่านี้กับวิถีชีวิตของชุมชน อาหารและการเกษตรทำให้เห็นการดำรงชีวิตของผู้คนบนพื้นที่สูง การปลูกกาแฟสัมพันธ์กับการสร้างรายได้และการดูแลป่าต้นน้ำ การตีมีดแสดงให้เห็นทักษะที่เกิดจากประสบการณ์และการใช้งานในชีวิตประจำวัน ส่วนผ้าม้ง ภาษา และความเชื่อ ทำให้นักเรียนได้ศึกษาประวัติศาสตร์ ความทรงจำ และอัตลักษณ์ของชุมชน . เมื่อแต่ละกลุ่มนำข้อมูลที่ตนเองศึกษาแลกเปลี่ยนกับเพื่อน นักเรียนจึงเริ่มเห็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ทรัพยากร อาชีพ วัฒนธรรม ความเชื่อ และประวัติศาสตร์ และเข้าใจมากขึ้นว่าวิถีชีวิตของบ้านมณีพฤกษ์เกิดขึ้นจากองค์ประกอบหลายด้านที่สัมพันธ์กัน . การลงพื้นที่ครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้นักเรียนสร้างความสัมพันธ์กับคนในชุมชน ผ่านการพูดคุย รับฟัง ลงมือทำ และใช้ชีวิตร่วมกันในแต่ละวัน นักเรียนจึงได้รู้จักชาวบ้านจากประสบการณ์ตรง และชาวบ้านก็ได้ทำความรู้จักกับนักเรียนมากขึ้นเช่นกัน . ในวันสุดท้าย นักเรียนกลับไปหาชาวบ้านอีกครั้ง พร้อม “แผนที่คนดี” ที่รวบรวมเรื่องราวของผู้คนที่นักเรียนได้พบและเรียนรู้ตลอดการลงพื้นที่ ก่อนนำข้อมูลกลับไปให้เจ้าของเรื่องได้อ่านและแลกเปลี่ยนร่วมกัน . แผนที่คนดีจึงเป็นการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผู้คน ความรู้ ความสามารถ และคุณค่าที่นักเรียนค้นพบในชุมชน ขณะเดียวกัน กระบวนการนำข้อมูลกลับไปแลกเปลี่ยนกับเจ้าของเรื่องยังทำให้นักเรียนได้ตรวจสอบความเข้าใจของตนเอง และแสดงความเคารพต่อผู้ที่แบ่งปันความรู้ให้กับนักเรียน . ภาคสนามครั้งแรกจบลงพร้อมกับข้อมูลและคำถามอีกหลายเรื่องที่นักเรียนต้องกลับไปศึกษาต่อ เพราะการทำงานกับโจทย์จริงของชุมชนจำเป็นต้องเริ่มจากการรู้จักพื้นที่ รับฟังผู้คน และเข้าใจทั้งสิ่งที่ชุมชนมีอยู่ สิ่งที่ชุมชนให้คุณค่า รวมถึงความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายที่คนในพื้นที่กำลังเผชิญ . การกลับมาบ้านมณีพฤกษ์ในครั้งต่อไป นักเรียนจึงมีฐานความเข้าใจและความสัมพันธ์กับผู้คนมากขึ้น เพื่อร่วมกันค้นหาโจทย์ที่ชุมชนให้ความสำคัญ และพัฒนาไปสู่การทำงานร่วมกันตลอดปีการศึกษา . 💬 สะท้อนการเรียนรู้จากนักเรียน . ลิส - “ชุมชนมณีพฤกษ์เป็นชุมชนที่ชาวบ้านรักใคร่กัน และเป็นชุมชนที่อุดมสมบูรณ์ มีทั้งวัฒนธรรมและภูมิปัญญา หนูได้อาศัยอยู่ในชุมชนเป็นเวลา 1 สัปดาห์ และได้ทำความรู้จักกับวิถีชีวิตของชาวบ้าน ความเป็นกันเองของคนในชุมชนทำให้หนูรู้สึกสบายใจเมื่อได้อยู่ด้วย ที่นี่มีประวัติศาสตร์ให้เราได้เรียนรู้ มีภาษาที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงอาชีพและภูมิปัญญาต่าง ๆ เช่น การปักผ้าลายก้นหอย การตีมีด และความเชื่อของชุมชน สิ่งเหล่านี้ทำให้หนูอยากทำความรู้จักบ้านมณีพฤกษ์ให้มากขึ้น เพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่พวกหนูยังไม่ได้ศึกษา และหนูก็พร้อมที่จะเรียนรู้ต่อไป” . สายฝน - “ชุมชนมณีพฤกษ์เป็นชุมชนบนดอยที่มีวิถีชีวิตพึ่งพาและดูแลป่า ชาวบ้านอาศัยต้นไม้ใหญ่เป็นต้นไม้พี่เลี้ยงในการปลูกกาแฟ และหาวัตถุดิบจากป่ามาประกอบอาหาร เช่น การนำมะระหวานมาผัดไข่ ประวัติศาสตร์ของชุมชนยังเกี่ยวข้องกับพื้นที่ป่าในช่วงเหตุการณ์คอมมิวนิสต์ รวมถึงการให้ความสำคัญกับบรรพบุรุษ โดยทุกฤดูเก็บเกี่ยวจะมีการเลี้ยงผีบรรพบุรุษ ทำให้เห็นว่าวิถีชีวิตของคนมณีพฤกษ์มีความสัมพันธ์กับทั้งป่า การทำมาหากิน ประวัติศาสตร์ และความเชื่อ” . เพลิน - “ชุมชนมณีพฤกษ์มีภูมิปัญญาหลายด้านที่นำมาใช้ในการดำรงชีวิต คนในชุมชนรู้จักใช้สิ่งที่มีอยู่ในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์ เช่น นำผักที่ปลูกมาประกอบอาหาร ปักผ้าม้งเพื่อสร้างรายได้ และถ่ายทอดความรู้เหล่านี้ให้กับพวกเรา จากเรื่องราวในอดีตยังทำให้เห็นว่าคนในชุมชนช่วยเหลือกันมาตั้งแต่ช่วงที่อาศัยอยู่ในป่า จนถึงการใช้ชีวิตร่วมกันในปัจจุบัน” . อิ๊นซ์ - “ได้เรียนรู้เรื่องอาหารพื้นบ้านของคนม้งในหมู่บ้านมณีพฤกษ์ ทั้งขั้นตอน วิธีทำ และการปลูกพืชต่าง ๆ ทำให้รู้ว่าคนในหมู่บ้านเลือกกินอาหารตามผลผลิตที่มีในแต่ละช่วง เช่น ช่วงนี้มีกะหล่ำก็จะนำกะหล่ำมาประกอบอาหาร หากไม่มีก็ใช้ผักหรือพืชชนิดอื่นแทน การกินของคนในชุมชนจึงสัมพันธ์กับทรัพยากรที่มีในแต่ละฤดูกาล อีกเรื่องหนึ่งคือ คนม้งในอดีตใช้เกลือและน้ำมันหมูในการทำอาหารเป็นหลัก และเกือบทุกบ้านจะปลูกผักไว้กินเอง” . ยูตะ - “ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของชุมชนและการนำจุดเด่นของพื้นที่มาพัฒนาเป็นอาชีพและรายได้ ทำให้ผมเห็นว่าการอยู่บนพื้นที่สูงและห่างไกลมีเงื่อนไขเฉพาะที่คนในชุมชนสามารถนำมาใช้ในการประกอบอาชีพได้ เช่น สภาพอากาศที่เหมาะกับการทำเกษตรเมืองหนาว” . ✍🏼 ครูชนม์สวัสดิ์ ฉิมเชื้อ (ครูนัส) - ครูประจำ Active Citizen Studio . #ActiveCitizenStudio #CommunityBasedLearning #CBL #สถาบันรุ่งอรุณขับเคลื่อนสังคม #มณีพฤกษ์ #ชาวม้ง #น่าน #ฟื้นป่าน่าน #เรียนรู้ชุมชน #ภาคสนาม
เล่าเรื่อง
การขับเคลื่อนชุมชน เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจชุมชน 🌳 #ภาคสนามมณีพฤกษ์ #ขับเคลื่อนชุมชน . ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน - 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/3 โรงเรียนรุ่งอรุณ ได้ลงพื้นที่ศึกษาภาคสนาม ณ บ้านมณีพฤกษ์ ตำบลงอบ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน เพื่อเริ่มต้นการเรียนรู้ร่วมกับชุมชนในรายวิชา Active Citizen Studio . ตลอดหนึ่งปีการศึกษานับจากนี้ นักเรียนจะได้ร่วมกันพัฒนาโครงงานจากประเด็นที่เกิดขึ้นจริงในชุมชน ภาคสนามครั้งแรกจึงมุ่งให้นักเรียนทำความเข้าใจพื้นที่ ทำความรู้จักผู้คน ศึกษาวิถีชีวิต และค้นหาว่า “ทุนของชุมชนบ้านมณีพฤกษ์ มีอะไรบ้าง?” ก่อนนำข้อมูลเหล่านี้ไปพัฒนาเป็นโจทย์สำหรับการทำงานร่วมกับชุมชนต่อไป . การเรียนรู้เริ่มต้นจากการรับฟัง . พ่อพจน์และแม่พร ผู้เฒ่าผู้แก่ของหมู่บ้าน ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับการก่อตั้งหมู่บ้าน การอพยพ และเหตุการณ์สำคัญในอดีตให้นักเรียนได้เรียนรู้ จากนั้นนักเรียนออกเดินสำรวจชุมชน ทำแผนที่หมู่บ้าน และพูดคุยกับพ่อ ๆ แม่ ๆ ชาวบ้าน เพื่อศึกษาว่าในแต่ละพื้นที่มีใครอาศัยอยู่ ประกอบอาชีพอะไร มีความรู้หรือภูมิปัญญาเรื่องใด และมีความสัมพันธ์กับชุมชนอย่างไร . หลังจากเห็นภาพรวมของบ้านมณีพฤกษ์ นักเรียนเลือกประเด็นที่ตนเองสนใจเพื่อศึกษาให้ลึกขึ้น ผ่านการพูดคุย สังเกต และลงมือทำร่วมกับคนในพื้นที่ . บางคนเรียนรู้เรื่องกาแฟตั้งแต่การปลูก การดูแล ไปจนถึงการแปรรูป บางคนใช้เวลาอยู่หน้าเตาหลอมเหล็กเพื่อเรียนรู้การตีมีด บางคนนั่งข้างแม่พรเพื่อฝึกปักผ้าม้ง ขณะที่อีกหลายคนเลือกศึกษาเรื่องภาษา การเกษตร อาหาร และความเชื่อของชาวม้ง . จากการศึกษาประเด็นต่าง ๆ นักเรียนพบความสัมพันธ์ระหว่างความรู้เหล่านี้กับวิถีชีวิตของชุมชน อาหารและการเกษตรทำให้เห็นการดำรงชีวิตของผู้คนบนพื้นที่สูง การปลูกกาแฟสัมพันธ์กับการสร้างรายได้และการดูแลป่าต้นน้ำ การตีมีดแสดงให้เห็นทักษะที่เกิดจากประสบการณ์และการใช้งานในชีวิตประจำวัน ส่วนผ้าม้ง ภาษา และความเชื่อ ทำให้นักเรียนได้ศึกษาประวัติศาสตร์ ความทรงจำ และอัตลักษณ์ของชุมชน . เมื่อแต่ละกลุ่มนำข้อมูลที่ตนเองศึกษาแลกเปลี่ยนกับเพื่อน นักเรียนจึงเริ่มเห็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ทรัพยากร อาชีพ วัฒนธรรม ความเชื่อ และประวัติศาสตร์ และเข้าใจมากขึ้นว่าวิถีชีวิตของบ้านมณีพฤกษ์เกิดขึ้นจากองค์ประกอบหลายด้านที่สัมพันธ์กัน . การลงพื้นที่ครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้นักเรียนสร้างความสัมพันธ์กับคนในชุมชน ผ่านการพูดคุย รับฟัง ลงมือทำ และใช้ชีวิตร่วมกันในแต่ละวัน นักเรียนจึงได้รู้จักชาวบ้านจากประสบการณ์ตรง และชาวบ้านก็ได้ทำความรู้จักกับนักเรียนมากขึ้นเช่นกัน . ในวันสุดท้าย นักเรียนกลับไปหาชาวบ้านอีกครั้ง พร้อม “แผนที่คนดี” ที่รวบรวมเรื่องราวของผู้คนที่นักเรียนได้พบและเรียนรู้ตลอดการลงพื้นที่ ก่อนนำข้อมูลกลับไปให้เจ้าของเรื่องได้อ่านและแลกเปลี่ยนร่วมกัน . แผนที่คนดีจึงเป็นการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผู้คน ความรู้ ความสามารถ และคุณค่าที่นักเรียนค้นพบในชุมชน ขณะเดียวกัน กระบวนการนำข้อมูลกลับไปแลกเปลี่ยนกับเจ้าของเรื่องยังทำให้นักเรียนได้ตรวจสอบความเข้าใจของตนเอง และแสดงความเคารพต่อผู้ที่แบ่งปันความรู้ให้กับนักเรียน . ภาคสนามครั้งแรกจบลงพร้อมกับข้อมูลและคำถามอีกหลายเรื่องที่นักเรียนต้องกลับไปศึกษาต่อ เพราะการทำงานกับโจทย์จริงของชุมชนจำเป็นต้องเริ่มจากการรู้จักพื้นที่ รับฟังผู้คน และเข้าใจทั้งสิ่งที่ชุมชนมีอยู่ สิ่งที่ชุมชนให้คุณค่า รวมถึงความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายที่คนในพื้นที่กำลังเผชิญ . การกลับมาบ้านมณีพฤกษ์ในครั้งต่อไป นักเรียนจึงมีฐานความเข้าใจและความสัมพันธ์กับผู้คนมากขึ้น เพื่อร่วมกันค้นหาโจทย์ที่ชุมชนให้ความสำคัญ และพัฒนาไปสู่การทำงานร่วมกันตลอดปีการศึกษา . 💬 สะท้อนการเรียนรู้จากนักเรียน . ลิส - “ชุมชนมณีพฤกษ์เป็นชุมชนที่ชาวบ้านรักใคร่กัน และเป็นชุมชนที่อุดมสมบูรณ์ มีทั้งวัฒนธรรมและภูมิปัญญา หนูได้อาศัยอยู่ในชุมชนเป็นเวลา 1 สัปดาห์ และได้ทำความรู้จักกับวิถีชีวิตของชาวบ้าน ความเป็นกันเองของคนในชุมชนทำให้หนูรู้สึกสบายใจเมื่อได้อยู่ด้วย ที่นี่มีประวัติศาสตร์ให้เราได้เรียนรู้ มีภาษาที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงอาชีพและภูมิปัญญาต่าง ๆ เช่น การปักผ้าลายก้นหอย การตีมีด และความเชื่อของชุมชน สิ่งเหล่านี้ทำให้หนูอยากทำความรู้จักบ้านมณีพฤกษ์ให้มากขึ้น เพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่พวกหนูยังไม่ได้ศึกษา และหนูก็พร้อมที่จะเรียนรู้ต่อไป” . สายฝน - “ชุมชนมณีพฤกษ์เป็นชุมชนบนดอยที่มีวิถีชีวิตพึ่งพาและดูแลป่า ชาวบ้านอาศัยต้นไม้ใหญ่เป็นต้นไม้พี่เลี้ยงในการปลูกกาแฟ และหาวัตถุดิบจากป่ามาประกอบอาหาร เช่น การนำมะระหวานมาผัดไข่ ประวัติศาสตร์ของชุมชนยังเกี่ยวข้องกับพื้นที่ป่าในช่วงเหตุการณ์คอมมิวนิสต์ รวมถึงการให้ความสำคัญกับบรรพบุรุษ โดยทุกฤดูเก็บเกี่ยวจะมีการเลี้ยงผีบรรพบุรุษ ทำให้เห็นว่าวิถีชีวิตของคนมณีพฤกษ์มีความสัมพันธ์กับทั้งป่า การทำมาหากิน ประวัติศาสตร์ และความเชื่อ” . เพลิน - “ชุมชนมณีพฤกษ์มีภูมิปัญญาหลายด้านที่นำมาใช้ในการดำรงชีวิต คนในชุมชนรู้จักใช้สิ่งที่มีอยู่ในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์ เช่น นำผักที่ปลูกมาประกอบอาหาร ปักผ้าม้งเพื่อสร้างรายได้ และถ่ายทอดความรู้เหล่านี้ให้กับพวกเรา จากเรื่องราวในอดีตยังทำให้เห็นว่าคนในชุมชนช่วยเหลือกันมาตั้งแต่ช่วงที่อาศัยอยู่ในป่า จนถึงการใช้ชีวิตร่วมกันในปัจจุบัน” . อิ๊นซ์ - “ได้เรียนรู้เรื่องอาหารพื้นบ้านของคนม้งในหมู่บ้านมณีพฤกษ์ ทั้งขั้นตอน วิธีทำ และการปลูกพืชต่าง ๆ ทำให้รู้ว่าคนในหมู่บ้านเลือกกินอาหารตามผลผลิตที่มีในแต่ละช่วง เช่น ช่วงนี้มีกะหล่ำก็จะนำกะหล่ำมาประกอบอาหาร หากไม่มีก็ใช้ผักหรือพืชชนิดอื่นแทน การกินของคนในชุมชนจึงสัมพันธ์กับทรัพยากรที่มีในแต่ละฤดูกาล อีกเรื่องหนึ่งคือ คนม้งในอดีตใช้เกลือและน้ำมันหมูในการทำอาหารเป็นหลัก และเกือบทุกบ้านจะปลูกผักไว้กินเอง” . ยูตะ - “ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของชุมชนและการนำจุดเด่นของพื้นที่มาพัฒนาเป็นอาชีพและรายได้ ทำให้ผมเห็นว่าการอยู่บนพื้นที่สูงและห่างไกลมีเงื่อนไขเฉพาะที่คนในชุมชนสามารถนำมาใช้ในการประกอบอาชีพได้ เช่น สภาพอากาศที่เหมาะกับการทำเกษตรเมืองหนาว” . ✍🏼 ครูชนม์สวัสดิ์ ฉิมเชื้อ (ครูนัส) - ครูประจำ Active Citizen Studio . #ActiveCitizenStudio #CommunityBasedLearning #CBL #สถาบันรุ่งอรุณขับเคลื่อนสังคม #มณีพฤกษ์ #ชาวม้ง #น่าน #ฟื้นป่าน่าน #เรียนรู้ชุมชน #ภาคสนาม
เล่าเรื่อง
🌳 คน ป่า เมือง : นักเรียนเรียนรู้อะไรจากชุมชนป่าต้นน้ำบ้านเวียคะดี้ #ภาคสนามเวียคะดี้ #ขับเคลื่อนชุมชน . ระหว่างวันที่ 18–22 มิถุนายน 2569 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/4 โรงเรียนรุ่งอรุณ ลงพื้นที่ศึกษาภาคสนาม ณ ชุมชนบ้านเวียคะดี้ ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ในหน่วยการเรียนรู้ร่วมของ Active Citizen Studio, Finance Literacy Studio และ Life Decode Studio ภายใต้หัวข้อ “คน ป่า เมือง” . ภาคสนามครั้งนี้เริ่มต้นจากคำถามว่า “คน ป่า และเมือง มีความสัมพันธ์กันอย่างไร?” นักเรียนจึงเดินทางไปศึกษาชุมชนป่าต้นน้ำ เพื่อทำความเข้าใจต้นทุนของพื้นที่ ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต วัฒนธรรม และการประกอบอาชีพของชาวกะเหรี่ยงโปว์ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการเรียนรู้และการทำงานร่วมกับชุมชนตลอดปีการศึกษา . บ้านเวียคะดี้ตั้งอยู่ท่ามกลางพื้นที่ป่าของอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ เป็นชุมชนที่ผู้คนหลายชาติพันธุ์อาศัยอยู่ร่วมกัน ทั้งกะเหรี่ยงโปว์ มอญ พม่า และละว้า นักเรียนได้พูดคุยกับลุงแดง ปราชญ์ชุมชน อาจารย์ยอห์น ศิษยาภิบาลประจำคริสตจักร รวมถึงชาวบ้านอีกหลายคน เพื่อศึกษาประวัติการก่อตั้งหมู่บ้าน การเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ และผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งทำให้การทำไร่หมุนเวียนและประเพณีที่เกี่ยวข้องกับข้าวไร่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไป . จากการพูดคุย นักเรียนพบว่าป่ายังคงเป็นทรัพยากรสำคัญของชุมชน ทั้งในด้านอาหาร น้ำ การประกอบอาชีพ และวัฒนธรรม หลายครอบครัวยังคงใช้ทรัพยากรจากป่าอย่างเหมาะสม พร้อมกับร่วมกันดูแลพื้นที่ป่าต้นน้ำที่ทุกคนใช้ประโยชน์ร่วมกัน . การเรียนรู้ไม่ได้หยุดอยู่ที่การรับฟัง นักเรียนได้ลงมือศึกษาวิถีชีวิตของชุมชนผ่านการทำกิจกรรมร่วมกับชาวบ้าน ทั้งการทอผ้ากะเหรี่ยง การทำไม้กวาดดอกหญ้า และการแปรรูปอาหารพื้นถิ่น นักเรียนได้เห็นว่าภูมิปัญญาแต่ละด้านสัมพันธ์กับการดำรงชีวิตและการสร้างรายได้ของครอบครัว . “ป้าดาทอผ้ามานานหลายปี เพราะต้องการสร้างรายได้และส่งลูกเรียน แม้จะเคยพบปัญหาในการทอลาย แต่ก็เรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์จนพัฒนาฝีมือได้” - ภู . “Karen Food รับซื้อผลผลิตจากชาวบ้านมาแปรรูปเป็นอาหารสำเร็จรูป ทำให้คนในชุมชนมีช่องทางสร้างรายได้จากวัตถุดิบที่ปลูกในพื้นที่” - กราแต็ง . อีกกิจกรรมสำคัญคือการศึกษาป่าชุมชน นักเรียนร่วมกับชาวบ้าน เยาวชน และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ปลูกต้นตะเคียนและต้นยางนา สร้างฝายชะลอน้ำ และสำรวจการกักเก็บคาร์บอนของต้นไม้ในป่า เพื่อทำความเข้าใจว่าป่าต้นน้ำมีบทบาทต่อการรักษาความชุ่มชื้นของพื้นที่ การกักเก็บคาร์บอน และการดำรงชีวิตของผู้คนอย่างไร . ระหว่างการเดินป่า นักเรียนยังได้เห็นการทำงานร่วมกันของชาวบ้าน หน่วยพิทักษ์ป่า องค์การบริหารส่วนตำบล และเยาวชนในพื้นที่ ที่ช่วยกันดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ทำให้เข้าใจว่าการอนุรักษ์ป่าเกิดจากความร่วมมือของหลายฝ่าย . เมื่อรวบรวมข้อมูลจากการลงพื้นที่ นักเรียนช่วยกันสังเคราะห์ต้นทุนของบ้านเวียคะดี้ผ่านกรอบ Power of Place ทั้งด้านภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม การศึกษา เศรษฐกิจ และทรัพยากรธรรมชาติ ก่อนนำข้อมูลไปจัดทำ แผนที่คนดี เพื่อบันทึกเรื่องราวของบุคคลที่มีบทบาทในการดูแลและพัฒนาชุมชน . ในวันสุดท้าย นักเรียนจัดนิทรรศการแผนที่คนดี และร่วมวงเสวนากับตัวแทนชุมชน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำงานร่วมกันในอนาคต ข้อมูลและข้อเสนอแนะจากชาวบ้านกลายเป็นฐานสำคัญสำหรับการเรียนรู้ของนักเรียนในลำดับต่อไป . “ลุงแดงบอกว่า ถ้าชาวกะเหรี่ยงอยู่ที่ไหน ที่นั่นจะมีป่าเสมอ เพราะชาวกะเหรี่ยงพึ่งพาป่าและช่วยกันดูแลป่า ทั้งการปลูกป่า การทำแนวกันไฟ และการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม ขณะเดียวกัน คนในชุมชนก็อยากเห็นคนรุ่นใหม่กลับมาสืบทอดอาชีพ ภาษา และวัฒนธรรมของชุมชนต่อไป” — ฟากฟ้า . สะท้อนการเรียนรู้จากนักเรียน . เอมิจัง - “การลงพื้นที่ครั้งนี้ทำให้หนูได้เห็นผู้คนและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากกรุงเทพฯ อาชีพของคนในชุมชนเกิดจากทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่ ทั้งป่า ที่นา และแหล่งน้ำ ซึ่งยังเป็นต้นทุนสำคัญในการสร้างรายได้และการท่องเที่ยว ทำให้หนูเข้าใจว่าวิถีชีวิตของชุมชนสัมพันธ์กับสภาพพื้นที่อย่างมาก” . กราแต็ง - “ผมได้เรียนรู้ว่าอาหารพื้นถิ่นสามารถพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ของชุมชนได้ การแปรรูปอาหารช่วยเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิต และยังสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่ผ่านการรับซื้อวัตถุดิบจากชาวบ้าน” . ภู - “การพูดคุยกับป้าดาทำให้ผมเห็นว่าภูมิปัญญาเกิดจากการฝึกฝนและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทอผ้าจึงไม่ได้เป็นเพียงอาชีพ แต่ยังเป็นความรู้ที่ส่งต่อจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง” . การศึกษาภาคสนามครั้งนี้ทำให้นักเรียนเห็นว่าชุมชนบ้านเวียคะดี้มีต้นทุนทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ ผู้คน ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมที่สัมพันธ์กัน การทำความเข้าใจข้อมูลเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญก่อนการออกแบบโครงงานและการทำงานร่วมกับชุมชนตลอดปีการศึกษา เพราะการขับเคลื่อนชุมชนจำเป็นต้องเริ่มจากการศึกษาพื้นที่ รับฟังผู้คน และเข้าใจบริบทของชุมชนจากข้อมูลและประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้ร่วมกัน . ✍️ ครูบุญญรัชฎ์ สาลี (ครูเฉิม) - ครูประจำ Active Citizen Studio . #ActiveCitizenStudio #FinanceLiteracyStudio #LifeDecodeStudio #คนป่าเมือง #บ้านเวียคะดี้ #สังขละบุรี #กาญจนบุรี #RoongAroonSchool #MatthayomRoongAroon #CommunityBasedLearning #CBL #สถาบันรุ่งอรุณขับเคลื่อนสังคม
เล่าเรื่อง
🌳 คน ป่า เมือง : นักเรียนเรียนรู้อะไรจากชุมชนป่าต้นน้ำบ้านเวียคะดี้ #ภาคสนามเวียคะดี้ #ขับเคลื่อนชุมชน . ระหว่างวันที่ 18–22 มิถุนายน 2569 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/4 โรงเรียนรุ่งอรุณ ลงพื้นที่ศึกษาภาคสนาม ณ ชุมชนบ้านเวียคะดี้ ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ในหน่วยการเรียนรู้ร่วมของ Active Citizen Studio, Finance Literacy Studio และ Life Decode Studio ภายใต้หัวข้อ “คน ป่า เมือง” . ภาคสนามครั้งนี้เริ่มต้นจากคำถามว่า “คน ป่า และเมือง มีความสัมพันธ์กันอย่างไร?” นักเรียนจึงเดินทางไปศึกษาชุมชนป่าต้นน้ำ เพื่อทำความเข้าใจต้นทุนของพื้นที่ ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต วัฒนธรรม และการประกอบอาชีพของชาวกะเหรี่ยงโปว์ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการเรียนรู้และการทำงานร่วมกับชุมชนตลอดปีการศึกษา . บ้านเวียคะดี้ตั้งอยู่ท่ามกลางพื้นที่ป่าของอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ เป็นชุมชนที่ผู้คนหลายชาติพันธุ์อาศัยอยู่ร่วมกัน ทั้งกะเหรี่ยงโปว์ มอญ พม่า และละว้า นักเรียนได้พูดคุยกับลุงแดง ปราชญ์ชุมชน อาจารย์ยอห์น ศิษยาภิบาลประจำคริสตจักร รวมถึงชาวบ้านอีกหลายคน เพื่อศึกษาประวัติการก่อตั้งหมู่บ้าน การเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ และผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งทำให้การทำไร่หมุนเวียนและประเพณีที่เกี่ยวข้องกับข้าวไร่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไป . จากการพูดคุย นักเรียนพบว่าป่ายังคงเป็นทรัพยากรสำคัญของชุมชน ทั้งในด้านอาหาร น้ำ การประกอบอาชีพ และวัฒนธรรม หลายครอบครัวยังคงใช้ทรัพยากรจากป่าอย่างเหมาะสม พร้อมกับร่วมกันดูแลพื้นที่ป่าต้นน้ำที่ทุกคนใช้ประโยชน์ร่วมกัน . การเรียนรู้ไม่ได้หยุดอยู่ที่การรับฟัง นักเรียนได้ลงมือศึกษาวิถีชีวิตของชุมชนผ่านการทำกิจกรรมร่วมกับชาวบ้าน ทั้งการทอผ้ากะเหรี่ยง การทำไม้กวาดดอกหญ้า และการแปรรูปอาหารพื้นถิ่น นักเรียนได้เห็นว่าภูมิปัญญาแต่ละด้านสัมพันธ์กับการดำรงชีวิตและการสร้างรายได้ของครอบครัว . “ป้าดาทอผ้ามานานหลายปี เพราะต้องการสร้างรายได้และส่งลูกเรียน แม้จะเคยพบปัญหาในการทอลาย แต่ก็เรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์จนพัฒนาฝีมือได้” - ภู . “Karen Food รับซื้อผลผลิตจากชาวบ้านมาแปรรูปเป็นอาหารสำเร็จรูป ทำให้คนในชุมชนมีช่องทางสร้างรายได้จากวัตถุดิบที่ปลูกในพื้นที่” - กราแต็ง . อีกกิจกรรมสำคัญคือการศึกษาป่าชุมชน นักเรียนร่วมกับชาวบ้าน เยาวชน และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ปลูกต้นตะเคียนและต้นยางนา สร้างฝายชะลอน้ำ และสำรวจการกักเก็บคาร์บอนของต้นไม้ในป่า เพื่อทำความเข้าใจว่าป่าต้นน้ำมีบทบาทต่อการรักษาความชุ่มชื้นของพื้นที่ การกักเก็บคาร์บอน และการดำรงชีวิตของผู้คนอย่างไร . ระหว่างการเดินป่า นักเรียนยังได้เห็นการทำงานร่วมกันของชาวบ้าน หน่วยพิทักษ์ป่า องค์การบริหารส่วนตำบล และเยาวชนในพื้นที่ ที่ช่วยกันดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ทำให้เข้าใจว่าการอนุรักษ์ป่าเกิดจากความร่วมมือของหลายฝ่าย . เมื่อรวบรวมข้อมูลจากการลงพื้นที่ นักเรียนช่วยกันสังเคราะห์ต้นทุนของบ้านเวียคะดี้ผ่านกรอบ Power of Place ทั้งด้านภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม การศึกษา เศรษฐกิจ และทรัพยากรธรรมชาติ ก่อนนำข้อมูลไปจัดทำ แผนที่คนดี เพื่อบันทึกเรื่องราวของบุคคลที่มีบทบาทในการดูแลและพัฒนาชุมชน . ในวันสุดท้าย นักเรียนจัดนิทรรศการแผนที่คนดี และร่วมวงเสวนากับตัวแทนชุมชน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำงานร่วมกันในอนาคต ข้อมูลและข้อเสนอแนะจากชาวบ้านกลายเป็นฐานสำคัญสำหรับการเรียนรู้ของนักเรียนในลำดับต่อไป . “ลุงแดงบอกว่า ถ้าชาวกะเหรี่ยงอยู่ที่ไหน ที่นั่นจะมีป่าเสมอ เพราะชาวกะเหรี่ยงพึ่งพาป่าและช่วยกันดูแลป่า ทั้งการปลูกป่า การทำแนวกันไฟ และการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม ขณะเดียวกัน คนในชุมชนก็อยากเห็นคนรุ่นใหม่กลับมาสืบทอดอาชีพ ภาษา และวัฒนธรรมของชุมชนต่อไป” — ฟากฟ้า . สะท้อนการเรียนรู้จากนักเรียน . เอมิจัง - “การลงพื้นที่ครั้งนี้ทำให้หนูได้เห็นผู้คนและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากกรุงเทพฯ อาชีพของคนในชุมชนเกิดจากทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่ ทั้งป่า ที่นา และแหล่งน้ำ ซึ่งยังเป็นต้นทุนสำคัญในการสร้างรายได้และการท่องเที่ยว ทำให้หนูเข้าใจว่าวิถีชีวิตของชุมชนสัมพันธ์กับสภาพพื้นที่อย่างมาก” . กราแต็ง - “ผมได้เรียนรู้ว่าอาหารพื้นถิ่นสามารถพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ของชุมชนได้ การแปรรูปอาหารช่วยเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิต และยังสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่ผ่านการรับซื้อวัตถุดิบจากชาวบ้าน” . ภู - “การพูดคุยกับป้าดาทำให้ผมเห็นว่าภูมิปัญญาเกิดจากการฝึกฝนและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทอผ้าจึงไม่ได้เป็นเพียงอาชีพ แต่ยังเป็นความรู้ที่ส่งต่อจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง” . การศึกษาภาคสนามครั้งนี้ทำให้นักเรียนเห็นว่าชุมชนบ้านเวียคะดี้มีต้นทุนทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ ผู้คน ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมที่สัมพันธ์กัน การทำความเข้าใจข้อมูลเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญก่อนการออกแบบโครงงานและการทำงานร่วมกับชุมชนตลอดปีการศึกษา เพราะการขับเคลื่อนชุมชนจำเป็นต้องเริ่มจากการศึกษาพื้นที่ รับฟังผู้คน และเข้าใจบริบทของชุมชนจากข้อมูลและประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้ร่วมกัน . ✍️ ครูบุญญรัชฎ์ สาลี (ครูเฉิม) - ครูประจำ Active Citizen Studio . #ActiveCitizenStudio #FinanceLiteracyStudio #LifeDecodeStudio #คนป่าเมือง #บ้านเวียคะดี้ #สังขละบุรี #กาญจนบุรี #RoongAroonSchool #MatthayomRoongAroon #CommunityBasedLearning #CBL #สถาบันรุ่งอรุณขับเคลื่อนสังคม
เล่าเรื่อง
🌳 คน ป่า เมือง : นักเรียนเรียนรู้อะไรจากชุมชนป่าต้นน้ำบ้านเวียคะดี้ #ภาคสนามเวียคะดี้ #ขับเคลื่อนชุมชน . ระหว่างวันที่ 18–22 มิถุนายน 2569 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/4 โรงเรียนรุ่งอรุณ ลงพื้นที่ศึกษาภาคสนาม ณ ชุมชนบ้านเวียคะดี้ ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ในหน่วยการเรียนรู้ร่วมของ Active Citizen Studio, Finance Literacy Studio และ Life Decode Studio ภายใต้หัวข้อ “คน ป่า เมือง” . ภาคสนามครั้งนี้เริ่มต้นจากคำถามว่า “คน ป่า และเมือง มีความสัมพันธ์กันอย่างไร?” นักเรียนจึงเดินทางไปศึกษาชุมชนป่าต้นน้ำ เพื่อทำความเข้าใจต้นทุนของพื้นที่ ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต วัฒนธรรม และการประกอบอาชีพของชาวกะเหรี่ยงโปว์ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการเรียนรู้และการทำงานร่วมกับชุมชนตลอดปีการศึกษา . บ้านเวียคะดี้ตั้งอยู่ท่ามกลางพื้นที่ป่าของอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ เป็นชุมชนที่ผู้คนหลายชาติพันธุ์อาศัยอยู่ร่วมกัน ทั้งกะเหรี่ยงโปว์ มอญ พม่า และละว้า นักเรียนได้พูดคุยกับลุงแดง ปราชญ์ชุมชน อาจารย์ยอห์น ศิษยาภิบาลประจำคริสตจักร รวมถึงชาวบ้านอีกหลายคน เพื่อศึกษาประวัติการก่อตั้งหมู่บ้าน การเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ และผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งทำให้การทำไร่หมุนเวียนและประเพณีที่เกี่ยวข้องกับข้าวไร่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไป . จากการพูดคุย นักเรียนพบว่าป่ายังคงเป็นทรัพยากรสำคัญของชุมชน ทั้งในด้านอาหาร น้ำ การประกอบอาชีพ และวัฒนธรรม หลายครอบครัวยังคงใช้ทรัพยากรจากป่าอย่างเหมาะสม พร้อมกับร่วมกันดูแลพื้นที่ป่าต้นน้ำที่ทุกคนใช้ประโยชน์ร่วมกัน . การเรียนรู้ไม่ได้หยุดอยู่ที่การรับฟัง นักเรียนได้ลงมือศึกษาวิถีชีวิตของชุมชนผ่านการทำกิจกรรมร่วมกับชาวบ้าน ทั้งการทอผ้ากะเหรี่ยง การทำไม้กวาดดอกหญ้า และการแปรรูปอาหารพื้นถิ่น นักเรียนได้เห็นว่าภูมิปัญญาแต่ละด้านสัมพันธ์กับการดำรงชีวิตและการสร้างรายได้ของครอบครัว . “ป้าดาทอผ้ามานานหลายปี เพราะต้องการสร้างรายได้และส่งลูกเรียน แม้จะเคยพบปัญหาในการทอลาย แต่ก็เรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์จนพัฒนาฝีมือได้” - ภู . “Karen Food รับซื้อผลผลิตจากชาวบ้านมาแปรรูปเป็นอาหารสำเร็จรูป ทำให้คนในชุมชนมีช่องทางสร้างรายได้จากวัตถุดิบที่ปลูกในพื้นที่” - กราแต็ง . อีกกิจกรรมสำคัญคือการศึกษาป่าชุมชน นักเรียนร่วมกับชาวบ้าน เยาวชน และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ปลูกต้นตะเคียนและต้นยางนา สร้างฝายชะลอน้ำ และสำรวจการกักเก็บคาร์บอนของต้นไม้ในป่า เพื่อทำความเข้าใจว่าป่าต้นน้ำมีบทบาทต่อการรักษาความชุ่มชื้นของพื้นที่ การกักเก็บคาร์บอน และการดำรงชีวิตของผู้คนอย่างไร . ระหว่างการเดินป่า นักเรียนยังได้เห็นการทำงานร่วมกันของชาวบ้าน หน่วยพิทักษ์ป่า องค์การบริหารส่วนตำบล และเยาวชนในพื้นที่ ที่ช่วยกันดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ทำให้เข้าใจว่าการอนุรักษ์ป่าเกิดจากความร่วมมือของหลายฝ่าย . เมื่อรวบรวมข้อมูลจากการลงพื้นที่ นักเรียนช่วยกันสังเคราะห์ต้นทุนของบ้านเวียคะดี้ผ่านกรอบ Power of Place ทั้งด้านภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม การศึกษา เศรษฐกิจ และทรัพยากรธรรมชาติ ก่อนนำข้อมูลไปจัดทำ แผนที่คนดี เพื่อบันทึกเรื่องราวของบุคคลที่มีบทบาทในการดูแลและพัฒนาชุมชน . ในวันสุดท้าย นักเรียนจัดนิทรรศการแผนที่คนดี และร่วมวงเสวนากับตัวแทนชุมชน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำงานร่วมกันในอนาคต ข้อมูลและข้อเสนอแนะจากชาวบ้านกลายเป็นฐานสำคัญสำหรับการเรียนรู้ของนักเรียนในลำดับต่อไป . “ลุงแดงบอกว่า ถ้าชาวกะเหรี่ยงอยู่ที่ไหน ที่นั่นจะมีป่าเสมอ เพราะชาวกะเหรี่ยงพึ่งพาป่าและช่วยกันดูแลป่า ทั้งการปลูกป่า การทำแนวกันไฟ และการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม ขณะเดียวกัน คนในชุมชนก็อยากเห็นคนรุ่นใหม่กลับมาสืบทอดอาชีพ ภาษา และวัฒนธรรมของชุมชนต่อไป” — ฟากฟ้า . สะท้อนการเรียนรู้จากนักเรียน . เอมิจัง - “การลงพื้นที่ครั้งนี้ทำให้หนูได้เห็นผู้คนและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากกรุงเทพฯ อาชีพของคนในชุมชนเกิดจากทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่ ทั้งป่า ที่นา และแหล่งน้ำ ซึ่งยังเป็นต้นทุนสำคัญในการสร้างรายได้และการท่องเที่ยว ทำให้หนูเข้าใจว่าวิถีชีวิตของชุมชนสัมพันธ์กับสภาพพื้นที่อย่างมาก” . กราแต็ง - “ผมได้เรียนรู้ว่าอาหารพื้นถิ่นสามารถพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ของชุมชนได้ การแปรรูปอาหารช่วยเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิต และยังสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่ผ่านการรับซื้อวัตถุดิบจากชาวบ้าน” . ภู - “การพูดคุยกับป้าดาทำให้ผมเห็นว่าภูมิปัญญาเกิดจากการฝึกฝนและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทอผ้าจึงไม่ได้เป็นเพียงอาชีพ แต่ยังเป็นความรู้ที่ส่งต่อจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง” . การศึกษาภาคสนามครั้งนี้ทำให้นักเรียนเห็นว่าชุมชนบ้านเวียคะดี้มีต้นทุนทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ ผู้คน ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมที่สัมพันธ์กัน การทำความเข้าใจข้อมูลเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญก่อนการออกแบบโครงงานและการทำงานร่วมกับชุมชนตลอดปีการศึกษา เพราะการขับเคลื่อนชุมชนจำเป็นต้องเริ่มจากการศึกษาพื้นที่ รับฟังผู้คน และเข้าใจบริบทของชุมชนจากข้อมูลและประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้ร่วมกัน . ✍️ ครูบุญญรัชฎ์ สาลี (ครูเฉิม) - ครูประจำ Active Citizen Studio . #ActiveCitizenStudio #FinanceLiteracyStudio #LifeDecodeStudio #คนป่าเมือง #บ้านเวียคะดี้ #สังขละบุรี #กาญจนบุรี #RoongAroonSchool #MatthayomRoongAroon #CommunityBasedLearning #CBL #สถาบันรุ่งอรุณขับเคลื่อนสังคม
เล่าเรื่อง
🌳 คน ป่า เมือง : นักเรียนเรียนรู้อะไรจากชุมชนป่าต้นน้ำบ้านเวียคะดี้ #ภาคสนามเวียคะดี้ #ขับเคลื่อนชุมชน . ระหว่างวันที่ 18–22 มิถุนายน 2569 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/4 โรงเรียนรุ่งอรุณ ลงพื้นที่ศึกษาภาคสนาม ณ ชุมชนบ้านเวียคะดี้ ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ในหน่วยการเรียนรู้ร่วมของ Active Citizen Studio, Finance Literacy Studio และ Life Decode Studio ภายใต้หัวข้อ “คน ป่า เมือง” . ภาคสนามครั้งนี้เริ่มต้นจากคำถามว่า “คน ป่า และเมือง มีความสัมพันธ์กันอย่างไร?” นักเรียนจึงเดินทางไปศึกษาชุมชนป่าต้นน้ำ เพื่อทำความเข้าใจต้นทุนของพื้นที่ ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต วัฒนธรรม และการประกอบอาชีพของชาวกะเหรี่ยงโปว์ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการเรียนรู้และการทำงานร่วมกับชุมชนตลอดปีการศึกษา . บ้านเวียคะดี้ตั้งอยู่ท่ามกลางพื้นที่ป่าของอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ เป็นชุมชนที่ผู้คนหลายชาติพันธุ์อาศัยอยู่ร่วมกัน ทั้งกะเหรี่ยงโปว์ มอญ พม่า และละว้า นักเรียนได้พูดคุยกับลุงแดง ปราชญ์ชุมชน อาจารย์ยอห์น ศิษยาภิบาลประจำคริสตจักร รวมถึงชาวบ้านอีกหลายคน เพื่อศึกษาประวัติการก่อตั้งหมู่บ้าน การเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ และผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งทำให้การทำไร่หมุนเวียนและประเพณีที่เกี่ยวข้องกับข้าวไร่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไป . จากการพูดคุย นักเรียนพบว่าป่ายังคงเป็นทรัพยากรสำคัญของชุมชน ทั้งในด้านอาหาร น้ำ การประกอบอาชีพ และวัฒนธรรม หลายครอบครัวยังคงใช้ทรัพยากรจากป่าอย่างเหมาะสม พร้อมกับร่วมกันดูแลพื้นที่ป่าต้นน้ำที่ทุกคนใช้ประโยชน์ร่วมกัน . การเรียนรู้ไม่ได้หยุดอยู่ที่การรับฟัง นักเรียนได้ลงมือศึกษาวิถีชีวิตของชุมชนผ่านการทำกิจกรรมร่วมกับชาวบ้าน ทั้งการทอผ้ากะเหรี่ยง การทำไม้กวาดดอกหญ้า และการแปรรูปอาหารพื้นถิ่น นักเรียนได้เห็นว่าภูมิปัญญาแต่ละด้านสัมพันธ์กับการดำรงชีวิตและการสร้างรายได้ของครอบครัว . “ป้าดาทอผ้ามานานหลายปี เพราะต้องการสร้างรายได้และส่งลูกเรียน แม้จะเคยพบปัญหาในการทอลาย แต่ก็เรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์จนพัฒนาฝีมือได้” - ภู . “Karen Food รับซื้อผลผลิตจากชาวบ้านมาแปรรูปเป็นอาหารสำเร็จรูป ทำให้คนในชุมชนมีช่องทางสร้างรายได้จากวัตถุดิบที่ปลูกในพื้นที่” - กราแต็ง . อีกกิจกรรมสำคัญคือการศึกษาป่าชุมชน นักเรียนร่วมกับชาวบ้าน เยาวชน และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ปลูกต้นตะเคียนและต้นยางนา สร้างฝายชะลอน้ำ และสำรวจการกักเก็บคาร์บอนของต้นไม้ในป่า เพื่อทำความเข้าใจว่าป่าต้นน้ำมีบทบาทต่อการรักษาความชุ่มชื้นของพื้นที่ การกักเก็บคาร์บอน และการดำรงชีวิตของผู้คนอย่างไร . ระหว่างการเดินป่า นักเรียนยังได้เห็นการทำงานร่วมกันของชาวบ้าน หน่วยพิทักษ์ป่า องค์การบริหารส่วนตำบล และเยาวชนในพื้นที่ ที่ช่วยกันดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ทำให้เข้าใจว่าการอนุรักษ์ป่าเกิดจากความร่วมมือของหลายฝ่าย . เมื่อรวบรวมข้อมูลจากการลงพื้นที่ นักเรียนช่วยกันสังเคราะห์ต้นทุนของบ้านเวียคะดี้ผ่านกรอบ Power of Place ทั้งด้านภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม การศึกษา เศรษฐกิจ และทรัพยากรธรรมชาติ ก่อนนำข้อมูลไปจัดทำ แผนที่คนดี เพื่อบันทึกเรื่องราวของบุคคลที่มีบทบาทในการดูแลและพัฒนาชุมชน . ในวันสุดท้าย นักเรียนจัดนิทรรศการแผนที่คนดี และร่วมวงเสวนากับตัวแทนชุมชน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำงานร่วมกันในอนาคต ข้อมูลและข้อเสนอแนะจากชาวบ้านกลายเป็นฐานสำคัญสำหรับการเรียนรู้ของนักเรียนในลำดับต่อไป . “ลุงแดงบอกว่า ถ้าชาวกะเหรี่ยงอยู่ที่ไหน ที่นั่นจะมีป่าเสมอ เพราะชาวกะเหรี่ยงพึ่งพาป่าและช่วยกันดูแลป่า ทั้งการปลูกป่า การทำแนวกันไฟ และการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม ขณะเดียวกัน คนในชุมชนก็อยากเห็นคนรุ่นใหม่กลับมาสืบทอดอาชีพ ภาษา และวัฒนธรรมของชุมชนต่อไป” — ฟากฟ้า . สะท้อนการเรียนรู้จากนักเรียน . เอมิจัง - “การลงพื้นที่ครั้งนี้ทำให้หนูได้เห็นผู้คนและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากกรุงเทพฯ อาชีพของคนในชุมชนเกิดจากทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่ ทั้งป่า ที่นา และแหล่งน้ำ ซึ่งยังเป็นต้นทุนสำคัญในการสร้างรายได้และการท่องเที่ยว ทำให้หนูเข้าใจว่าวิถีชีวิตของชุมชนสัมพันธ์กับสภาพพื้นที่อย่างมาก” . กราแต็ง - “ผมได้เรียนรู้ว่าอาหารพื้นถิ่นสามารถพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ของชุมชนได้ การแปรรูปอาหารช่วยเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิต และยังสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่ผ่านการรับซื้อวัตถุดิบจากชาวบ้าน” . ภู - “การพูดคุยกับป้าดาทำให้ผมเห็นว่าภูมิปัญญาเกิดจากการฝึกฝนและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทอผ้าจึงไม่ได้เป็นเพียงอาชีพ แต่ยังเป็นความรู้ที่ส่งต่อจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง” . การศึกษาภาคสนามครั้งนี้ทำให้นักเรียนเห็นว่าชุมชนบ้านเวียคะดี้มีต้นทุนทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ ผู้คน ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมที่สัมพันธ์กัน การทำความเข้าใจข้อมูลเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญก่อนการออกแบบโครงงานและการทำงานร่วมกับชุมชนตลอดปีการศึกษา เพราะการขับเคลื่อนชุมชนจำเป็นต้องเริ่มจากการศึกษาพื้นที่ รับฟังผู้คน และเข้าใจบริบทของชุมชนจากข้อมูลและประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้ร่วมกัน . ✍️ ครูบุญญรัชฎ์ สาลี (ครูเฉิม) - ครูประจำ Active Citizen Studio . #ActiveCitizenStudio #FinanceLiteracyStudio #LifeDecodeStudio #คนป่าเมือง #บ้านเวียคะดี้ #สังขละบุรี #กาญจนบุรี #RoongAroonSchool #MatthayomRoongAroon #CommunityBasedLearning #CBL #สถาบันรุ่งอรุณขับเคลื่อนสังคม
เล่าเรื่อง