ประเพณีแห่พระแข่งเรือ ขึ้นโขนชิงธง

    ทีมอารยธาม

    เผยแพร่ 23 พฤศจิกายน 2568

    เมื่อย่างเข้าสู่หน้าฝนราวเดือนตุลาคม หรือช่วงวันออกพรรษาของทุกปี ชุมชมที่อาศัยอยู่แถบลุ่มแม่น้ำ จะมีประเพณีวัฒนธรรมอันเกี่ยวพันกับสายน้ำ เชื่อมโยงวิถีชีวิตของคนภายในชุมชนไว้ให้เป็นหนึ่งเดียว หนึ่งในประเพณีที่ยิ่งใหญ่ และสืบทอดกันต่อเนื่องมายาวนานถึง 182 ปีแล้วก็คือ “ประเพณีแห่พระแข่งเรือขึ้นโขนชิงธง” ของชาวอำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นการแข่งเรือยาวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่เหมือนการแข่งขันเรือยาวในจังหวัดอื่นๆ เป็นประเพณีที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับชาวหลังสวนยิ่งนัก


    ประเพณีการแห่พระแข่งเรืออำเภอหลังสวนนี้ จัดขึ้นในช่วงวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี ชาวหลังสวนจะมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก การเดินทางที่สะดวกในสมัยก่อนนั้นก็คือ ทางน้ำ เมื่อได้ทำบุญแล้ว ก็มีการพบปะสังสรรค์ และประลองกำลังเรือที่นำมา เพื่อผูกมิตร สานไมตรีต่อกัน โดยมีวัดเป็นตัวแทนของหมู่บ้าน เนื่องจากในอดีต วัดเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของคนในท้องถิ่น

    ตามบันทึกประวัติศาสตร์ของชาวหลังสวน มีบันทึกไว้ว่า การแข่งขันเรือยาวมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ราวปี พ.ศ. 2387 ในยุคที่บ้านเมืองสงบสุข ไม่มีศึกสงคราม การค้าขายเจริญรุ่งเรือง มีวัดวาอารามเกิดขึ้นมากมาย ทำให้เกิดประเพณีทำบุญแห่พระ ชักพระ หรือลากพระ และมีปรากฏหลักฐานในจดหมายเหตุเสด็จประพาสต้น เมื่อครั้งรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสเมืองหลังสวน ใน ร.ศ. 108 (พ.ศ. 2432) ระบุว่า มีเรือนำเสด็จ 2 ลำคือ “เรือมะเขือยำ” และ “เรือศรีนวล” ซึ่งเรือมะเขือยำในอดีต เป็นเรือยาวที่ใช้ในการแข่งขัน ปัจจุบันเป็นเรือเกียรติยศที่ใช้นำหน้าขบวนแห่ทางน้ำในพิธีเปิดการแข่งขัน


    ก่อนเข้าสู่วันแข่งเรือ จะมีพิธีทำขวัญเรือ เพื่อปลุกขวัญกำลังใจและสร้างจิตใจที่ฮึกเหิมให้กับฝีพายที่จะต้องเข้าแข่งขัน รวมถึงเป็นการบูชาแม่ย่านางเรืออีกด้วย เดิมที การทำขวัญเรือนี้จะทำกันเป็นภายใน เฉพาะหมอครูผู้ทำพิธีและเหล่าฝีพาย เท่านั้น แต่ปัจจุบันเปิดกว้างให้ชาวบ้านเข้าร่วมบริเวณรอบๆ พิธีด้วย

    มีการตกแต่งผูกหัวโขนเรือด้วยผ้าแพรหลากสี และมีช่างทำการตกแต่งทาสีเรือใหม่ให้สวยงาม ชาวบ้านมารวมตัว ช่วยกันทำอาหาร พร้อมเตรียมของเซ่นไหว้ ซึ่งประกอบไปด้วย บายศรี ของคาว ขนมหวาน ผลไม้ เครื่องดื่ม หมอน ธูป เป็นต้น สำหรับทำพิธีให้เสร็จเรียบร้อย ก่อนเริ่มพิธีในค่ำวันเดียวกัน

    เมื่อถึงเวลาเริ่มพิธี จะมีการตั้งโต๊ะจุดธูปเทียนบูชาบวงสรวงแม่ย่านาง มีการจุดเทียนบนหัวเรือและตำแหน่งที่ฝีพายนั่ง ฝีพายแต่ละคนจะยืนอยู่ข้างเรือประจำจุดของตนอย่างสงบนิ่ง นอกจากนี้ ยังมีการจุดเทียนและธูป บนหัวเรือเก่าต่างๆ ที่ปลดระวางแล้ว ซึ่งจอดเก็บไว้ในโรงเก็บเรือ ด้วยเช่นกัน

    จากนั้นหมอครูผู้ทำพิธี จึงเริ่มสวดอันเชิญเทวดา ขอพรให้เรือที่ทำพิธีมีชัยในการแข่งขัน จุดประทัดเอาฤกษ์เอาชัย ตามด้วยการร้องเพลงเห่เรือร่วมกัน เพื่อบอกเล่าเรื่องราวการแข่งเรือขึ้นโขนชิงธง ตั้งแต่การหาไม้ เลือกไม้ ขุดเรือ การแข่ง การพนันขันต่อต่างๆ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชาวหลังสวนเท่านั้น จึงเป็นอันเสร็จพิธี

    อีกหนึ่งสีสันของงานประเพณีนี้ ก็คือ “ปิดเมืองกินฟรี” ที่ชาวหลังสวนทุกคน ทั้งชาวบ้าน โรงเรียน ร้านค้า บริษัทแม้กระทั่งองค์กรต่างๆ พร้อมใจกัน นำอาหารคาวหวาน ขนมนมเนย น้ำดื่ม น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ไอศกรีม อื่นๆ มาตั้งโต๊ะต้อนรับเพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ที่มาเที่ยวงานได้กินกัน บางกลุ่มถึงกับยกหม้อยกเตา มาทำอาหารตักแจกกันสดๆ ที่งาน ทำให้บรรยากาศโดยรวมดูคึกคัก ผู้คนเดินเล่นกันแน่นขนัดตั้งแต่สายยันค่ำ

    นอกจากนี้ ยังมีการสมโภชน์เรือพระบก โดยแต่ละวัด โรงเรียน หรือชุมชนจะร่วมกันออกแบบเรือของชุมชนตนเอง ตกแต่งประดับประดาอย่างวิจิตรบรรจง สวยงาม และนำมาจอดให้ได้เดินชม บ้างประดับประดาด้วยดอกไม้สด บ้างตกแต่งด้วยผักสวนครัว บ้างทำเป็นบายศรีขนาดใหญ่ ขึ้นโครงเป็นมังกรบ้าง เป็นเรือสุพรรณหงส์บ้าง ซึ่งปีนี้มีเรือเข้าร่วมประกวดกว่า 30 ลำ ผู้คนต่างหลั่งไหลเข้ามาชมจนแน่นพื้นที่ มีทั้งนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่ มาเดินชมกันให้ขวักไขว้ บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ ความเพลิดเพลิน เพราะกว่าจะเดินดูเรือครบทุกลำ ก็ใช้เวลาไปหลายชั่วโมงเลยทีเดียว

    ในวันออกพรรษา จะมีประเพณีตักบาตรเทโวและขบวนแห่เรือพระบก ผู้คนต่างออกมาร่วมกันตักบาตรและทำบุญกันแต่เช้าตรู่ จากนั้นจึงเริ่มขบวนแห่พระบก จากวัด โรงเรียน และองค์กรต่างๆ ทีละขบวน มีการนำพระพุทธรูปสำคัญของวัดมาประดิษฐานในขบวนเรือแห่ มีพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ เพื่อให้ชาวบ้านได้สักการะ และบริจาคทรัพย์ร่วมทำบุญ มีการจัดขบวนแห่ ฟ้อนรำ การแสดง การละเล่นพื้นเมือง ผู้แห่เรือจะเป็นชาวหลังสวน มาจากทุกช่วงวัย ผู้เฒ่าผู้แก่ วัยกลางคน และเด็ก จำนวนมากร่วมแสดงในขบวนแห่เรือแต่ละลำ ประมาณด้วยสายตาคร่าวๆ น่าจะมีกว่า 2 พันคนในขบวนแห่ นับเป็นภาพความสามัคคี ปรองดอง ที่งดงามของชาวหลังสวน ที่เต็มใจมารวมตัวกันในงานประเพณีนี้ เพื่อดำเนินการจัดงานทุกปีได้อย่างงดงาม

    พอตกเย็นก็ถึงช่วงเวลาไฮไลท์ นั่นก็คือ “การแข่งขันเรือยาวขึ้นโขนชิงธง” ที่รอคอยมาเป็นเวลาหลายวัน การแข่งจะเริ่มกันที่แม่น้ำหลังสวนบริเวณวัดด่านประชากร ทั้งสองฝั่งแม่น้ำแน่นขนัดไปด้วยผู้ชมและกองเชียร์ ซึ่งมาจับจองพื้นที่เพื่อดูการแข่งขัน พิธีเปิดเริ่มด้วย ขบวนพระ ขบวนเรือสวยงาม เรือแข่งขัน แห่ทางน้ำให้ชมก่อนเริ่มการแข่งขัน นอกจากนี้ ยังมีเรือกองเชียร์ เรือเอนเตอร์เทน แล่นไปมาเพื่อสร้างสีสัน สร้างเสียงหัวเราะและความสนุกสนาน ให้กับผู้เข้าชมตลอดการแข่งขัน นับเป็นสีสันที่ขาดไม่ได้เช่นกันในการแข่งขันนี้


    การแข่งเรือจะแบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ 1. ประเภทเยาวชน 2.ประเภทผู้นำท้องถิ่น 3. ประเภทพายในจังหวัดชุมพร 4. ประเภทเรือขุด และ 5. ประเภทเรือทั่วไปโดยมีระยะทางการแข่งประมาณ 500 เมตร ฝีพาย 32 ฝีพายต่อหนึ่งลำเรือ โดยทุ่นปล่อยเรือจะต้องเป็นจุดที่มองเห็นทั้งสองฝั่งน่านน้ำเท่ากัน ไม่มีฝ่ายใดได้เปรียบเสียเปรียบ

    การแข่งเรือยาวของหลังสวนนี้ จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่เหมือนการแข่งขันเรือยาวที่อื่นๆ ในการแข่งขันจะตัดสินเรือที่มีความพร้อมเพรียงของฝีพาย และความสามารถของนายหัวเรือและนายท้ายเรือ โดยนายท้ายเรือจะต้องถือท้ายเรือให้ตรง เพื่อที่นายหัวเรือจะขึ้นโขนเรือ เพื่อ “ชิงธง” ที่ทุ่นเส้นชัยกลางลำน้ำให้ได้ กรรมการจะผูกธงไว้กับหวายแต่ละด้าน ต่อหวายเข้าด้วยกันเป็นเส้นยาวเส้นเดียว ใส่ลงในกระบอกธง ให้ธงระบัดอยู่ด้านซ้ายและขวาของน่านน้ำ เมื่อเรือแข่งแล่นเข้าใกล้ระยะชิงธง นายหัวเรือจะต้องปีนขึ้นไปบนหัวเรือที่กำลังแล่นอยู่ เพื่อคว้าธงของฝั่งตน ใครคว้าธงได้ก่อนโดยไม่ตกจากเรือถือว่าเป็นผู้ชนะ การตัดสินผลแพ้ชนะด้วยการชิงธงนี้ ก็เพื่อให้ผลแพ้ชนะเป็นไปอย่างยุติธรรม เป็นที่ประจักษ์แก่ทั้งกรรมการและผู้ชมโดยสมบูรณ์ ไม่มีข้อโต้แย้ง ไร้ข้อกังขา เป็นการใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านด้วยสิ่งที่มีอยู่ โดยไม่ต้องใช้เทคโนโลยีใดๆ มาช่วยในการตัดสิน เสียงเชียร์ที่ดังสนั่นทั่วลุ่มน้ำหลังสวน และเสียงพากย์เรือด้วยภาษาพื้นถิ่นที่ เร็ว เร่ง เร้าใจ ทำให้การชมแข่งเรือนั้นสนุกสนานยิ่งขึ้น เรียกว่าเป็นช่วงจังหวะที่ทำให้ผู้ชมลุ้นจนแทบลืมหายใจกันทุกครั้งไป และทำให้การแข่งเรือขึ้นโขนชิงธงของอำเภอหลังสวนเป็นแหล่งรวมตัวของคนในท้องถิ่น ต่างถิ่นต่างแดนอย่างล้นหลามเป็นประจำทุกปี

    ปัจจุบันประเพณีนี้ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมด้านการเล่นพื้นบ้านที่สำคัญของจังหวัดชุมพรเป็นการรักษาและสืบทอดภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมให้คงอยู่ และช่วยสร้างและกระชับความสัมพันธ์ที่ดีในชุมชน


    มรดกทางวัฒนธรรมแห่งลุ่มน้ำหลังสวน

    1.ประเพณีแข่งเรือ ซึ่งเป็นมรดกของชาติ 3 รายการ

    1.1 การแห่พระแข่งเรือขึ้นโขนชิงธง

    1.2 การขุดเรือยาวด้วยตระกูลช่างหลังสวน

    1.3 การทำขวัญเรือยาว

    2.ภูมิปัญญาชาวบ้าน

    2.1 การอนุรักษ์และสืบสาน โดยคุณพยุงศักดิ์ นาคอุดม โค้ชเรือพาย โรงเรียนสวนศรีวิทยา

    2.2 อู่ต่อธงเรือ ซ่อมเรือ ตัดสินเรือปล่อย

    และเพื่อให้มรดกทางวัฒนธรรมนี้ ยังอยู่คู่ลูกหลานชาวหลังสวน องค์กรต่างๆ ทั้งรัฐและเอกชน ทุกภาคส่วนในอำเภอหลังสวน ต่างพร้อมใจช่วยกันอนุรักษ์และสืบทอดประเพณีนี้ให้ยังคงอยู่ต่อไป ตัวอย่าง เช่น โรงเรียนสวนศรีวิทยา มีการบรรจุหลักสูตร การพากย์การแข่งเรือ การพายเรือแข่ง เข้าไปในหลักสูตรของโรงเรียน มีการรับสมัครฝีพาย ให้นักเรียนได้เริ่มฝึกฝน และลงสนามจริง ฝึกโดยโค้ชพยุงศักดิ์ นาคอุดม หรือโค้ชยุงของเด็กๆ ผู้สร้างนักกีฬาเรือพายทีมชาติไทยมาแล้วหลายคน นักเรียนที่สมัครเรียนหลักสูตรเหล่านี้ สามารถใช้เป็นโควตานักกีฬา ในการยื่นเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยที่ตนสนใจได้

    ภาพที่เราเห็นจากงานประเพณีนี้ เป็นภาพของความสัมพันธ์ เชื่อมโยง การรวมตัวกันของ “บวร” (บ้าน วัด โรงเรียน) ได้อย่างเหมาะสม ลงตัวและดีงาม หาพบได้ยากในปัจจุบัน การที่ชาวหลังสวนทุกภาคส่วนลุกขึ้นมาช่วยกันจัดงานเอง (ทุกปี) โดยไม่มีการจ้างออแกไนเซอร์มาช่วยในการบริหารจัดการงาน ทั้งที่เป็นงานประเพณีที่ยิ่งใหญ่ ทำให้ยิ่งมองเห็นถึงความมุ่งมั่น ตั้งใจ ความสามัคคี และรู้สึกได้ว่างานนี้สำคัญต่อจิตใจของชาวหลังสวนมากขนาดไหน การที่พ่อแม่ ผู้ปกครองพาเด็กๆ มาร่วมงาน ตั้งแต่ปิดเมืองกินฟรี สมโภชน์เรือพระบก ตักบาตรเทโว ร่วมพิธีขบวนแห่เรือ ไปจนถึงการเข้าชมการแข่งขันเรือขึ้นโขนชิงธง เป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นใจ เพราะแสดงให้เห็นว่าชาวหลังสวนเองก็พยายามร่วมด้วยช่วยกันเพื่อรักษา สืบสาน วิถีชีวิตของชาวลุ่มน้ำหลังสวนเช่นกันนี่คือการปลูกฝัง ความรู้สึกนึกคิด วิถีชีวิต ของชาวหลังสวนอย่างเป็นธรรมชาติ ให้กับเด็กๆ และเยาวชน ได้ซึมซับกับประเพณีวัฒนธรรมของบ้านเกิดตั้งแต่เล็ก และมีส่วนร่วมในการรักษาและสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมที่งดงามนี้ต่อไป

    ขอขอบคุณโรงเรียนสวนศรีวิทยาและบ้านน้อยกลางป่าใหญ่สำหรับข้อมูลและเอื้อเฟื้อสถานที่


    เรื่อง Writer : ณฐ๑

    ภาพ Photography : สื่ออารยธาม

    ความคิดเห็น