พวกเรามาที่ม่อนฮัก หรือ 7 กระบุงโมเดล ศูนย์เรียนรู้ศาสตร์พอเพียงวิถีชาติพันธุ์ เพราะงานเอามื้อเอามัน ครั้งที่ 3 ของดร.ชิ ตฤณธวัช ธุระวร (พึ่งตนเพื่อชาติ รุ่น 4) เจ้าของพื้นที่ งานนี้มีผู้เข้าร่วมเรียนรู้หลักกว่า 30 ชีวิตเป็นเยาวชนชาติพันธุ์จาก 5 ชุมชม มีเยาวชนจากชุมชนบ้านห้วยขมและบ้านปางมะหัน จ.เชียงราย ชุมชนจากบ่อแก้ว สะเมิง จ.เชียงใหม่ ชุมชนเวียคาร์ดี้จากสังขละบุรี จ.กาญจนบุรี และชุมชนจากหมู่บ้านห้วยกระทิง จ. ตาก นอกจากนี้ ยังมีชาวอารยแคมป์ของเรามาร่วมเรียนรู้ด้วยอีก 3 ชีวิต
งานนี้ถือเป็นการขยายผลวิธีอารยะ เพื่อสร้างการตระหนักรู้ให้กับเยาวชนในการพึ่งพาตนเองด้วยวิถีธรรมชาติตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง เรียนรู้เรื่องการรักษาดิน น้ำ ป่า การฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น รวมถึงการค้นหาและสืบทอดภูมิปัญญาดั้งเดิมของบรรพบุรุษให้คงอยู่ เป็นการกระตุ้นให้เยาวชนรุ่นใหม่เริ่มหันมาสนใจเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ ผ่านการปฏิบัติและลงมือทำร่วมกัน เพราะการจะขับเคลื่อนวิถีนี้ให้ไปได้ไกลในระยะยาวและขยายวงกว้างขึ้น เราจำเป็นต้องมีแรงหนุนจากเยาวชนรุ่นใหม่มาเป็นผู้ขับเคลื่อน
ยิ่งหากเยาวชนสามารถรวมกลุ่มแกนนำ ช่วยกันทำพื้นที่ต้นแบบภายในชุมชนของตน ร่วมกันขับเคลื่อนทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างความเข้าใจ เชื่อมรอยชุมชนให้หันมาสนใจในวิถีอารยะ ฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว ที่จะส่งผลดีต่อทั้งตัวเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคมในองค์รวมมากขึ้นแล้ว การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ซึ่งกันและกันของคนในชุมชนและต่างชุมชน ก็จะสามารถขยายผลออกไปได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
รถมาถึงตีนดอย พวกเราตัดสินใจจอดรถไว้ด้านล่าง ด้วยทางขึ้นม่อนฮักมีความสูงชัน แคบ โค้งหักศอก ผู้ไม่คุ้นชินทางไม่มีใครสักคนกล้าขับรถขึ้นนอกจากเจ้าของพื้นที่
เมื่อก้าวเท้าลงจากรถ มองไปตามถนน ด้านซ้ายมือจะมองเห็นหุบเขาที่มีทุ่งนาเขียวขจี มีฉากหลังเป็นภูเขาสีเขียวตระง่านอลังการตายังคงไว้ซึ่งธรรมชาติอยู่มาก ส่วนด้านขวามองไปเป็นทางขึ้นสู่ม่อนฮัก พื้นดินลูกรังสีแดง แคบและมีหลุมบ่อขนาดใหญ่ทั่วบริเวณ แตกระแหงจากแดดระอุช่วงเที่ยงวัน พวกเราค่อยๆ เดินเท้าผ่านทางสูงชันนี้เข้าสู่พื้นที่เขียวชอุ่มของม่อนฮัก ซึ่งเต็มไปด้วยพันธ์ไม้ต่างๆ รวมถึงสมุนไพรหลากชนิด
วันแรกดร ชิ เล่าถึงที่มาที่ไปของชื่อศูนย์ฯ ทำไมต้อง “7 กระบุงโมเดล” ในตำนานของบรรพบุรุษชาวปกาเกอะญอ บอกเล่าเอาไว้ว่า จะมีงูใหญ่เลื้อยผ่านหมู่บ้าน ทำให้ผู้คนเริ่มหลงลืมวิถีที่เคยเป็นอยู่ หลงลืมความรู้ที่บรรพบุรุษเคยสร้างไว้ หลงลืมรากเหง้าตนเอง และวิถีดั้งเดิมนี้จะถูกทำลายหากผู้คนในหมู่บ้านไม่ช่วยกันรักษาไว้ หลังพ่อเสียชีวิต ดร. ชิผู้เคยหันหลังให้กับวิถีนี้ ได้กลับมาทบทวนถึงสิ่งที่พ่อเคยพร่ำสอนไว้อีกครั้ง เขาตระหนักได้แล้วว่า การกลับมาสู่วิถีธรรมชาติ การพึ่งพาตนเองได้ จะทำให้ตัวเขาอยู่รอด ขณะเดียวกันก็เป็นที่พึ่งให้กับผู้อื่นได้อีกด้วย เขาจึงหันกลับมาสนใจ มุ่งมั่น พัฒนาพื้นที่ตนเอง สู่วิถีดั้งเดิมที่พ่อแม่เคยปูทางไว้ “เราต้องยึดพืชพรรณไว้ให้มั่น เพื่อความมั่นคงทางอาหาร และการอยู่รอดของพวกเรา”
“7 กระบุงโมเดลที่ว่า หมายถึงพืชพรรณ 7 หมวดที่ต้องมีปลูกไว้ในพื้นที่ ได้แก่ ข้าว เผือก มัน พืชผักสวนครัว ธัญพืช ผลไม้ และไม้ประดับ ถ้ามีครบทั้ง 7 อย่างนี้ แน่นอนว่าความมั่งคั่งก็จะกลับมาที่กิ่วดอยตอนบ่ายๆ ”
หลังอธิบายเสร็จ ดร. แบ่งกลุ่มเยาวชนออกเป็น 2 กลุ่ม ชวนมาช่วยกันปลูกพืชเหล่านี้ ไล่ไปตามไหล่เขาจากทิศตะวันออกจรดทิศตะวันตก ในการปลูกเราต้องรู้จักสังเกตแสง รู้ว่าพืชแบบไหนต้องการแสงแบบไหน เพื่อให้พืชสามารถเจริญเติบโตได้ดี เยาวชนจากชุมชนต่างๆ ก็เริ่มพูดคุย ช่วยกันแบ่งคนแบ่งงาน ทยอยขุด ปลูก กลบ ห่มฟาง จนแล้วเสร็จภายในไม่ถึง 2 ชม.
จากนั้นจึงเริ่มเดินเท้าไปยังสวนแสงเพชร ของสุรยุทธ์ ผึ่งผดุง หรือ เพชร เยาวชนรุ่นแรกที่ดร. ชิ ได้เข้าไปให้ความรู้ เพชรต้องการทำพื้นที่ตัวเองเป็นพื้นที่ต้นแบบให้กับคนในชุมชนรอบข้าง เพราะเชื่อว่าการทำพื้นที่ให้เห็นเป็นรูปธรรมจะทำให้ชาวบ้านเห็นและเชื่อถือมากกว่าคำพูด พวกเราใช้เวลาเดินประมาณ 1 กม ค่อยๆ เดินลงดอยที่ลาดชัน ตัดผ่านทุ่งนาเขียวขจี มีฉากหลังเป็นท้องฟ้าสีเข้ม ประดับด้วยปุยเมฆสีขาวเล็ก ใหญ่ ทั่วบริเวณ
ระหว่างทางเยาวชนจากห้วยขม (ทีตัส พงษ์ ต้นกล้า นู่ ตั้งบิว และเบส เยาวชนที่สนใจวิถีพึ่งตน และเข้ามาเรียนรู้กับเพชรได้สักระยะหนึ่งแล้ว) ซึ่งมาร่วมเรียนรู้และเป็นไกด์นำทางให้กลุ่มผู้อบรมในครั้งนี้ ก็เริ่มชี้นู่นอวดนี่ให้เพื่อนๆ พี่ๆ ดู “นั่นทุ่งนาของผม” “นี่บ้านผมเอง อยากชิมมะปรางหรอครับ เด็ดจากต้นได้เลยครับ” แววตาที่สดใส มุ่งมั่น ดูมีความสุขของเด็กๆ ห้วยขมเหล่านี้ ทำให้มองเห็นความหวังที่จะฝากไว้กับเยาวชนรุ่นใหม่ ความหวังที่จะเห็นพวกเขากลายเป็นชุมชนคนต้นแบบ เป็นแกนนำในการดูแลธรรมชาติ ขับเคลื่อนวิถีพึ่งตน ดูแลรักษาดิน น้ำ ป่า ใช้ชีวิตแบบวิถีอารยะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะแต่ละคนแต่ละพื้นที่ และเชื่อมร้อยเข้ากันอย่างลงตัว เราดีใจที่อย่างน้อยยังมีเยาวชนรุ่นใหม่กลุ่มหนึ่ง ที่รักและหวงแหนในธรรมชาติรอบตัวที่พวกเขาได้สัมผัส พึ่งพิงอาศัย ตระหนักรู้ถึงภัยอันตรายที่มีอยู่รายล้อม และพยายามจะช่วยกันฟื้นฟูให้ธรรมชาติที่ดีกลับมาอีกครั้ง และถึงจะเป็นเยาวชนแค่จำนวนหยิบมือหนึ่ง แต่ก็นับเป็นความหวังน้อยๆ ที่น่ายินดี
ที่สวนแสงเพชร เยาวชนได้ทำกิจกรรมกลุ่ม เรียนรู้การทำปุ๋ยน้ำ การขุดคลองไส้ไก่เพื่อกระจายน้ำภายในพื้นที่ การทำฝายชะลอน้ำในจุดที่น้ำมาเร็ว เพื่อลดแรงปะทะของน้ำบริเวณคลองไส้ไก่ และการย้ำขี้เสริมฟางในหนอง เพื่อให้หนองสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ได้
เพชรเองก็ได้ส่งต่อความคิด ความรู้เหล่านี้ไปยังเยาวชนรุ่นที่ 2 จากห้วยขม หากเยาวชนกลุ่มนี้ร่วมใจกันจริง ช่วยกันขับเคลื่อนและขยายผลออกไปในวงที่กว้างขึ้น ความมั่นคงทางอาหาร อาหารดี อากาศดี สุขภาพร่างกายและจิตใจที่ดี สิ่งแวดล้อมที่ดี ก็คงกลับมาได้ไม่ไกลเกินเอื้อม อย่างน้อยสิ่งที่มีอยู่จะไม่ถูกทำลายให้มากไปกว่านี้ และช่วยกันสร้างที่สิ่งที่กำลังจะหายไปให้กลับคืนมามากขึ้น